Volkswaken Polo
นอกจากบีเทิลและกอล์ฟแล้ว โปโล ถือเป็นอีกชื่อที่มีความสำคัญสำหรับโฟล์คสวาเกน เพราะนี่คือรถยนต์ซับคอมแพ็กต์รุ่นดังที่มีประวัติความเป็นมาในตลาดไม่น้อยหน้ากว่าเพื่อนร่วมบริษัททั้ง 2 รุ่น และในตอนนี้ โฟล์คฯ จัดการส่งโฉมใหม่ของโปโลลุยตลาดยุโรปแล้ว ด้วยความสวยสปอร์ตที่ถอดแบบหน้าตามาจากอล์ฟใหม่ในรหัส Mk VI
ชื่อของโปโลเป็นที่รู้จักของแฟนโฟล์คสวาเกนทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1975 เมื่อมีการเปิดตัวสายพันธุ์แรก หรือ Mk I ออกสู่ตลาดเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่อยากได้รถยนต์ไซส์เล็กที่มีความคล่องตัว และรุ่นนี้มีการนำไปรีแบรนด์ขายในชื่อออดี้ 50 อีกด้วย ส่วนรุ่นใหม่นี้เป็นเจนเนอเรชันที่ 5 ถูกเปิดตัวครั้งแรกในเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2009 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และจะเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าทั้งตลาดพวงมาลัยซ้ายและขวาตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป
ช่วงแรกที่เปิดตัวออกมามีแค่ตัวถังแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ส่วน 3 ประตูยังเงียบอยู่ ไม่รู้ว่าจะมีการเลิกผลิตเหมือนกับที่รถยนต์ไซส์เล็กในญี่ปุ่นทำกันอยู่หรือเปล่า โดยรุ่นใหม่ใช้พื้นตัวถังรุ่น PQ25 ร่วมกับออดี้ เอ1 และเซียท อิบิซ่า ใช้ระบบช่วงล่างหน้าแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบกึ่งอิสระ
โปโลใหม่มากับตัวถังที่มีความยาว และกว้างเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 54 และ 32 มิลลิเมตร ด้วยตัวเลข 3,970 และ 1,682 มิลลิเมตร พร้อมกับเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระจากเดิมอีก 10 ลิตรเป็น 280 ลิตรเมื่อเบาะนั่งอยู่ครบ แต่เมื่อพับเบาะหลังลงมาจะทำให้ตัวเลขขยับขึ้นมาเป็น 952 ลิตร แต่มีน้ำหนักตัวเบากว่ารุ่นเดิม 7.5%
รูปลักษณ์ภายนอกของโปโลใหม่ได้รับอิทธิพลจากซิร็อคโค่ และกอล์ฟใหม่ ซึ่งวอลเตอร์ เดอ ซิลวา หัวหน้าฝ่ายออกแบบของโฟล์คฯ เผยว่าเป็นแนวคิดที่เน้นความเรียบง่าย หรือที่เรียกว่า La Simplicita หรือ The Simplicity พร้อมกับสอดแทรเส้นสายที่เน้นความสวยและสปอร์ตเข้าไปอย่างกลมกลืนและลงตัว
หลากหลายทางเลือกสำหรับตอบสนองหลากหลายความต้องการ เริ่มจากรุ่นเบนซิน 3 สูบ 1,300 ซีซี 60 และ 70 แรงม้า ซึ่งมีตัวเลขความประหยัดอยู่ในระดับ 18.2 กิโลเมตรต่อลิตร ตามด้วยแบบ 4 สูบ TSI 1,200 ซีซี ติดเทอร์โบเพิ่มกำลังขึ้นมาเป็น 105 แรงม้าจับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือ DSG 7 จังหวะ และ 1,400 ซีซี 85 แรงม้า
ส่วนเทอร์โบดีเซลมีความจุเดียว 1,600 ซีซี แต่มีให้เลือก 3 แบบ คือ 75 แรงม้า, 90 แรงม้า และ 105 แรงม้า ซึ่งในรุ่น 90 แรงม้ามีทั้งเวอร์ชันธรรมดา และตัวประหยัดมลพิษต่ำที่เรียกว่า BlueMotion ซึ่งมีความประหยัดในระดับ 26.3 กิโลเมตรต่อลิตร และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียเพียง 96 กรัมต่อการใช้งาน 1 กิโลเมตร
สำหรับรุ่นตัวแรงรหัส GTI มีตามมาแน่นอน แต่จะเริ่มผลิตปี 2010 พวกเข้าขวาหนักต้องอดใจรอกันหน่อย ส่วนบ้านเรา เมื่อโฟล์คสวาเกนเริ่มตื่นขึ้นมา และนำทางเลือกใหม่ๆ มาเจาะตลาดนอกเหนือจากรถตู้คาราเวลล์แล้ว ทำให้แฟนๆ โฟล์คฯ น่าจะพอมีหวังบ้าง แต่ราคาคงจะไม่สบายกระเป๋าสักเท่าไร เพราะขนาดกอล์ฟ ใหม่ 1,400 ซีซียังเกินหลัก 2 ล้านบาทมานิดๆ เลย
http://www.thaisarn.com/th/news_reader.php?newsid=403119

ตำนานหน้าใหม่ของ Volkswagen New Beetle ทายาทยานยนต์ตระกูลคลาสสิกของเยอรมนี มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เหตุผลสำคัญมาจากภาวะราคาน้ำมันแพง ทำให้ต้องลดต้นทุนการผลิตลง
สื่อนิตยสารยานยนต์ออนไลน์ทั้งในสหรัฐและยุโรป รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวของโฟล์คว่า จะยุติสายการผลิต New Beetle รุ่นปัจจุบัน และจะพัฒนายานยนต์ต้นแบบ Volkswagen up! concept ออกจำหน่ายในนาม All-New New Beetle เจเนอเรชั่นที่ 2 แทน
โฟล์คผลิต New Beetle ออกมาแทน Beetle รุ่นแห่งตำนาน เมื่อปี 1998 โดยใช้แพลตฟอร์มของ Volkswagen Golf เจเนอเรชั่นที่ 4 ทำให้เลย์เอาต์กลไกถ่ายทอดกำลัง เปลี่ยนจากวางเครื่องหลังและขับเคลื่อนล้อหลังในรุ่นแห่งตำนาน มาเป็นการวางเครื่องหน้าและขับเคลื่อนล้อหน้า
มิติบอดี้ของ New Beetle ประกอบด้วยความยาว 4,129 มิลลิเมตร กว้าง 1,721 มิลลิเมตร และสูง 1,498 มิลลิเมตร
ส่วน up! concept มีบอดี้ยาวเพียง 3,850 มิลลิเมตร และกว้าง 1,630 มิลลิเมตร
ตัวแทนโฟล์คยืนยันว่า up! concept มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าคู่แข่งขนาดเดียวกัน ขณะที่ภายในห้องโดยสาร 4 ที่นั่ง ก็กว้างขวางเกินตัว
เหตุผลสำคัญที่ต้องลดขนาดของ เต่าทอง ลง คือความต้องการลดต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นจากภาวะน้ำมันราคาแพง และอีกอย่างเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบรับกับกระแสความนิยมรถยนต์ขนาดเล็ก และประหยัดพลังงาน
ความพยายามลดต้นทุนการผลิตอีกอย่าง ในการพัฒนาคอมแพ็คคาร์รุ่นนี้ คือ การใช้เลย์เอาต์วางเครื่องหน้าและขับเคลื่อนล้อหน้า
เดิมทีเดียว โฟล์คพัฒนา up! concept ด้วยเป้าหมายเพื่อจะคืนชีพ Beetle รุ่นแห่งตำนาน โดยใช้เลย์เอาต์วางเครื่องหลังและขับเคลื่อนล้อหลัง
แต่เว็บไซต์ Auto Express รายงานคำให้สัมภาษณ์ของดอกเตอร์เคลาส์ บิชอฟฟ์ ผู้อำนวยการฝ่ายดีไซน์ของโฟล์ค ว่า โฟล์คตัดสินใจเลือกเลย์เอาต์วางเครื่องหน้าและขับเคลื่อนล้อหน้า เนื่องจากประสบปัญหาด้านการดีไซน์ และต้นทุนการผลิต
หากใช้เลย์เอาต์วางเครื่องหลัง ดอกเตอร์บิชอฟฟ์ระบุว่าต้องออกแบบเลย์เอาต์ใหม่
แต่หากใช้เลย์เอาต์วางเครื่องหน้า ไม่จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างใหม่ เพราะรถส่วนใหญ่ของโฟล์คในปัจจุบัน รวมทั้ง New Beetle ใช้เลย์เอาต์นี้อยู่แล้ว
ขุมพลังที่ใช้ทดลองในยานยนต์ต้นแบบรุ่นนี้ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 1.2 ลิตร มีทั้งรุ่นธรรมดาและเทอร์โบ เป็นเครื่องรุ่นใหม่ที่ประหยัดและก่อมลภาวะต่ำ
นอกจากนั้น โฟล์คอาจจะผลิตเวอร์ชั่นไฮบริดออกมาเป็นอีกตัวเลือกด้วย
ในส่วนของโฉมภายนอก ทีมงานของโฟล์คเผยว่าจะพัฒนาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยจากคอนเซ็ปต์คาร์รุ่นนี้
สำหรับกำหนดการที่ New Beetle โฉมปฏิวัติจะออกสู่ตลาด โฟล์คยังไม่เปิดเผยชัดเจน ขณะที่สื่อยุโรปและสหรัฐคาดว่าจะเป็นปี 2010 หรืออย่างช้าก็ไม่เกินปี 2011
http://www.ecareasy.com/www/show_carnews.php?news_id=2950
Volkswagen Golf R32

| New Volkswagen Golf R32 ตัวแรงขับ 4 ใหม่ล่าสุด รถยนต์ขนาดเล็ก ๆ กำลังมาแรง ทั้งในแถบกลุ่มยุโรป รวมถึงในเมืองไทยด้วยที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับบรรดาค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่ต่างก็พากันเปิดตัวรถยนต์รุ่นไอ้แอ้ด ของตัวเองออกมาแข่งขันกัน เรียกว่างานนี้ยั่วน้ำลายคนใช้รถกันเป็นการใหญ่ |
ในประเทศไทยเอง ก็เริ่มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่กระนั้นตัวเลือกในบ้านเราก็ดูจะน้อยเกินไป ![]() ตัวแรงขับ 4 ใหม่ล่าสุด รู้จักหน้าตากันเป็นอย่างดีกับรถขนาดเล็กจากเมืองเบียร์อย่าง โฟล์คสวาเก้น กอล์ฟซึ่งเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยนานพอสมควร จะว่ากันไปแล้วอาจจะไม่ค่อยได้เห็นวิ่งกันมากมายเหมือนรถญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ถึงกับเงียบหาย ยังคงเห็นมีวิ่งกันบ้างบนท้องถนนแบบประปราย ส่วนที่ว่าทำไมรถสวย ๆ อย่าง กอล์ฟ ถึงไม่ค่อยได้รับความนิยม ส่วนหนึ่งคงมาจากราคาค่าตัวที่ทะลุล้านนั่นเอง อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่เป็นแฟนโฟล์ค กอล์ฟ ก็ไม่ว่ากันของแบบนี้รสนิยมใครรสนิยมมัน ที่แน่ ๆ VW GOLF เปิดตัวโมเดลล่าสุดออกฉายโชว์ในตลาดต่างประเทศกันอีกเวอร์ชั่น กับตัวแรงท็อปสุด ในรุ่น VW GOLF R32 ที่มาพร้อมกับความแรงแบบจัดจ้านจี๊ดจ๊าด และระบบ 4 Motion ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลา สำหรับ VW GOLF R32 ถูกผลิตขึ้นมาบนพื้นฐานเดียวกับ GOLF ตัวปัจจุบัน หรือโมเดล Mk V ซึ่งเป็น เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่มีการปฎิวัติหน้าตากันใหม่หมดจด หน้าตาของรถผ่านการออกแบบจากทีมวิศวกร ทำกันออกมาได้อย่างสวยงามน่าสนใจ เรียกว่าดึงดูดสายตาคนรัก VW GOLF ได้อย่างไม่แพ้ตัวเก่า ๆ เลยทีเดียว GOLF R32 เวอร์ชั่นปี 2008 เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีพร้อมทั้งความแรงในมาดรถสปอร์ตและความสวยงาม ภาพรวมของ รถรุ่นนี้ยังคงความเป็นรถสไตล์แฮทช์แบ็กเหมือนเดิม แต่เป็นตัว 3 ประตู เน้นความกระทัดรัดคล่องตัวสูง ซึ่งภาพลักษณ์แบบนี้นี่เองที่ทำให้VW GOLF ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนต่างก็กลายเป็นขวัญใจของคุณสุภาพสตรีและคนรุ่นใหม่ทั่ว ๆไป ได้อย่างไม่ยากเย็นด้วยหน้าตาที่ดูจะถูกโฉลกกับวัยหนุ่มสาว ![]() บอดี้ภายนอกของ R32 มีความแตกต่างจากตัว GOLF Gti เพียงเล็กน้อย ซึ่งตัวถังยังคงโค้งมนกลมกลึง ตามแบบฉบับรถแฮทช์แบ็กสมัยใหม่ที่นิยมลบเหลี่ยมสันออกจนเกลี้ยงเกลา ด้านหน้าตัวรถถูกออกแบบให้มีฝากระโปรงที่โค้งมนมากกว่าเก่า โคมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่รวมเอาไฟทุกอย่างอยู่ในโคมเดียวกันหมด ไฟหน้าเป็นแบบ XENON กระจังหน้าเปลี่ยน look ใหม่จากตัว Gti ที่ดุดันแบบข่ายรังผึ้งสีดำ ก็เปลี่ยนมาเป็นกระจังโครเมี่ยม พาดผ่านหน้ารถแบบเต็มๆ ลงมาถึงส่วนที่เป็นกันชนหน้า พร้อมโลโก้ VW และ อักษร R32 บ่งบอกความเป็นโฟล์คที่ไม่ธรรมดา ต่ำลงมาเป็นชิ้นกันชนหน้า ซึ่งเจาะช่องดักลมขนาดใหญ่รับกับกระจังหน้า ออกแบบให้เป็นช่องแนวยาว สำหรับตัว R32 จะไม่มีไฟตัดหมอกดวงกลมขนาบด้านข้างทั้งซ้ายและขวา เหมือนตัว GTi มุมมองด้านข้างยังคงใกล้เคียงโมเดลเดิมแต่เพิ่มความเก๋ด้วยไฟเลี้ยวที่ฝังติดอยู่ที่กรอบกระจกมองข้าง ส่วนเส้นสายตัวถังดูเหมือนจะลื่นไหลดค้งมนมากกว่าเดิม ในขณะเดียวกันดีไซน์ด้านท้ายเน้นความโค้งมากขึ้นโดยเฉพาะดีไซน์ชุดไฟท้ายที่ทันสมัยรับกับตัวรถ เหนือชายหลังคาหลังเพิ่มความเป็นแฮทช์แบ็กมาดสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลังคาชิ้นขนาดกำลังดี พร้อมฝังไฟเบรกดวงที่ 3 เพิ่มความชัดเจนให้กับรถคันที่ตามมา ชายล่างสร้างความแตกต่างจากเวอร์ชั่นอื่นด้วยการออกแบบปลายท่อไอเสียแบบท่อคู่โผล่ออกมากึ่งกลางตัวถัง นอกเหนือจากนี้แล้วในส่วนของความสวยงามมีการเสริมภาพความเป็นสปอร์ตกล้ามโตด้วยล้ออัลลอยลายก้านถี่ ๆ ขนาด18 นิ้ว จับเข้าคู่กับยางแบบ high-speed tires ขนาด 225/ 40ZR18 ห้องโดยสารสวยทันสมัยแบบสปอร์ต ![]() ในขณะเดียวกันแดชบอร์ดดีไซน์ได้อย่างสวยงาม เหมาะสมกับการใช้งาน แผงหน้าปัดก็สอดรับกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะมาตรวัดแบบจอกลมทั้งวัดรอบและวัดความเร็ว โดยมีช่องหน้าจอสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกึ่งกลางแสดงการทำงานของระบบต่าง ๆ เป็นดิจิตอล ส่วนพวงมาลัยแบบสปอร์ตเต็มรูปแบบ 3 ก้านหุ้มหนังแท้ พร้อมสวิทช์ควบคุมการทำงานแบบมัลติฟังก์ชั่น เข้าชุดกับคันเกียร์แบบสั้นกระชับมือแบบอัตโนมัติ 6 สปีด DSG ในส่วนของอุปกรณ์มาตรฐานมีมาให้อย่างครบถ้วนทั้งด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัยในขณะที่อุปกรณ์ไฮเทคอย่าง Sat-nav หรือระบบนำทางผ่านดาวเทียมจัดเป็นออฟชั่นพิเศษ ซึ่งจะติดตั้งอยู่ตรงตำแหน่งคอนโซลกลาง ตำแหน่งเดียวกับเครื่องเสียงในกรณีที่ไม่เอา Sat-nav ซึ่งเครื่องเสียงที่ติดมาให้เป็นมาตรฐานเป็น CD changer ที่ติดตั้งอยู่ระหว่างเบาะนั่งคู่หน้าหลังตำแหน่งเบรกมือ เครื่องยนต์ V6 250 แรงม้า ![]() ส่วนระบบกันสะเทือนยังคงเน้นความแข็งแรง เกาะถนนด้วยช่วงล่างอิสระ ด้านหน้าเป็นแบบ แม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังใช้แบบ4-ลิงค์ ,คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ประสานกับระบบบังคับเลี้ยวที่ใช้พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พิเนี่ยนพร้อมพาวเวอร์Electric assistance ให้การตอบสนองการควบคุมบังคับรถได้อย่าง แม่นยำ ระบบเบรกใช้ดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ ล้อหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS , EBD และ EDS นับว่าไม่ธรรมดาเลยสำหรับเจ้าโฟล์คพันธุ์เล็กที่พิษสงไม่เล็กตามตัวติดแต่สนนราคาค่าตัวก็คงไม่ธรรมดาไปด้วยแน่นอน Volkswaken Passat |

รูปแบบภายนอกโดยรวม ไม่ว่าจะดูเผินๆ หรือจะดูดีๆ ผมว่ายังไงมันก็คล้ายกับ Audi A4 รุ่นปี 2005 ซะจริงๆ โดยเฉพาะกระจังหน้านี่ผมไม่รู้ใครลอกใครละ แต่ต้องลอกกันมาแน่นอน เพราะมันออกมาแนวเดียวกันเดี๊ย... ทีแรกเห็นกระจังหน้าแบบนี้ใน VW Golf ตัวใหม่ ก็สังเกตุนิดๆว่ามันคล้ายๆกับ design ใหม่ของ Audi เลย แต่เพราะ Golf เป็นรถเล็กจึงไม่ได้ข้องใจอะไรมากมาย... แต่พอมาเจอกระจังหน้าแบบเดียวกันใน Passat นี่ภาพ Audi A4 ปี 2005 flash back มาทั้งเซ็ตเลยครับ...
มาดูด้านหลังกันบ้าง... อาจจะเป็นเพราะภาพ flash back ของ Audi ยังติดตาผมอยู่ ทำให้ถึงจะมองจากด้านหลังภาพท้าย Audi ก็ยังลอยมาอยู่ดี ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้คล้ายอะไรกันมากมาย... แต่ช่างเหอะ อย่างน้อยมันก็ยังมีคราบของ Passat รุ่นปัจจุบันหลงเหลืออยู่พอสมควร และที่สำคัญ (ถ้าไม่คิดว่ามันไปลอก design ใครมารึเเปล่า) มันก็ไม่น่าเกลียดซักกะหน่อย...
เพื่อความสะดวกสบายแล้ว 2005 VW Passat นั้นโดยรวมแล้วใหญ่ขึ้นในทุกๆมิติ… Passat มีความยาว 4.77 เมตร (ยาวกว่าเดิม 62 mm) กว้าง 1.82 เมตร (กว้างกว่าเดิม 74 mm) สูง 1.47 เมตร (สูงกว่าเดิม 6 mm) เนื้อที่เก็บของ 565 ลิตร (มากกว่าเดิม 90 ลิตร) และค่า static torsional rigidity ที่ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 57 เปอร์เซนต์
มาดูเรื่องเครื่องยนต์กันบ้าง ซึ่ง Passat ยังคงมีเครื่องยนต์ให้เลือกมากมายหลายแบบเช่นเคย... 2005 Passat มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งหมด 7 แบบ โดย 6 แบบเป็นเครื่องใหม่ซึ่งมาพร้อมระบบ direct injection
เครื่องเบนซิน (FSI) มีทั้งหมด 4 แบบ แบบแรกเป็นรุ่นถูกสุด ใช้เครื่องรุ่นเก่า 102 แรงม้า ไม่มีระบบ direct injection… ส่วนอีก 3 แบบที่เหลือคือรุ่น 115, 150 และ 200 แรงม้า เป็นเครื่องใหม่ 4 สูบ พร้อมระบบ direct injection และในช่วง quarter สุดท้ายของ 2005 จะมีรุ่น top สุด เป็น V6 3.2 ลิตร 250 แรงม้าออกมาเพิ่มเติม
เครื่อง diesel (TDI) มีทั้งหมด 3 แบบ คือรุ่น 105, 140 และ 170 แรงม้า เป็นเครื่องใหม่พร้อมระบบ direct injection ทั้งหมด… เครื่อง diesel ทั้ง 3 แบบจะมีรุ่นที่มี diesel particulate filter ให้เลือก และนอกจากนี้ รุ่น 170 แรงม้ากับรุ่น 140 แรงม้า + particulate filter จะมาพร้อมกับระบบ Piezzo-operated high pressure fuel injection system และ balancer shaft 2 อัน
เครื่องเบนซินใหม่ทั้ง 3 เครื่องจะมาพร้อมกับเกียร์ auto 6 speed ส่วนเครื่อง diesel รุ่น 140 และ 170 แรงม้า จะมาพร้อมกับเกียร์แบบใหม่ (คาดว่าเป็น sequential นะ) ชื่อว่า dual-clutch gearbox (DSG) ซึ่งมาข่าวมาว่าต่อไป Porsche ก็จะใช้เกียร์แบบนี้เหมือนกัน... สุดท้าย VW บอกว่า Passat ยังมีรุ่นไม่มากพอ ในวันข้างหน้าเลยวางแผนจะออก Passat ที่มีระบบ 4-MOTION 4WD ออกมาเพิ่มเติมอีก
ช่วงล่างของ Passat ใหม่จะเป็นแบบ 4-link ที่ด้านหลัง และแบบ strut โดย McPherson ที่ด้านหน้า ออกแบบมาโดยใช้ชิ้นส่วนที่ทำจาก aluminium มาช่วยเพื่อเพิ่มความคล่องตัว
2005 Passat มากับลูกเล่นไฮเทค กิ๊บเก๋ ยูเรก้ามากมาย... เช่น ปุ่มกด start เครื่อง, Bi-Xenon Adaptive head lights ไฟท้าย LED, โทรศัพท์ Bluetooth, เครื่องเสียง 600 Watts 10-channale จาก Dynaudio, 2 Zone Climate Control, power supply เอาไว้ charge laptop, ระบบเกียร์ ESP, etc.
ส่วนลูกเล่นที่ (ผมคิดว่า) เด่นๆก็มี electronic parking brake ซึ่งทำให้คุณใส่ parking brake ได้ด้วยการกดปุ่ม (ไม่น่าจะใช้ drift ได้นะครับ...) electronic parking brake มาพร้อมกับระบบ auto release ซึ่งช่วยให้รถไม่ไหลในขณะออกตัวบนทางลาด และระบบ vehicle hold เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องเหยียบ brake ขณะติดไฟแดง... อีกอันก็คือระบบ Automatic Distance Control ซึ่งรถจะลดความเร็ว โดยอัตโนมัติเมื่อมีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า และเร่งความเร็วขึ้นใหม่เมื่อสิ่งกีดขวางอยู่ห่างออกไป (ระแบบนี้รู้สึกจะเห็นอยู่ใน Honda Odyssey ด้วย) สุดท้าย ระบบ trailer stabilization ลูกเล่นนี้ไม่ค่อยจะเห็นกันในบ้านเราเพราะว่าจะมากับ Passat ที่มี trailer เท่านั้น โดยระบบนี้จะควบคุม brake และเครื่องยนต์ เพื่อความปลอดภัยในขณะที่กำลังใช้ trailer ลากสิ่งของอยู่
Volkwagen Passat ใหม่จะออกเปิดตัวครั้งแรกใน Germany ในเดือน February 2005 และเปิดตัวทั่วยุโรปในเดือน March และจะออกวางขายใน America ใน quarter สุดท้ายของปี 2005 เป็น model 2006… ส่วนจะมาถึงบ้านเราเมื่อไหร่นั้น ผมว่าอย่างเร็วก็ ปลาย 2005 อย่างช้าก็ 2006 นู่นละครับ









ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น