ผู้จัดการด้านเครื่งยนต์แห่งปี: Prof.Dr. Matin Winterkorn
ผู้จัดการฝ่ายเครื่องยนต์ของโฟล์คสวาเก้น Prof. Dr. Matin Winterkorn ได้รับหนึ่งในรางวัล the Italian media’s most prestigious awards กรรมการมากกว่า29คนจากเมืองที่เป็นผู้นำด้านข่าวรถยนต์ได้โหวตให้เขาเป็น “ World’s top Manager Automotive 2008”
ข้อมูลจาก http://www.volkswagen.com/vwcms/master_public/virtualmaster/en2.metanav.html
จุดเริ่มต้นของโฟล์คเต่ามีขึ้นเมื่อ 22 มิถุนายน 1934 เมื่อคณะกรรมการสมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งชาติเยอรมนี หรือ RDA-REICHSVERBAND DER DEUTSCHEN AUTOMOBILINDUSTRIE ได้มอบหมายให้ดร.เฟอร์ดินัน พอร์ชออกแบบรถยนต์ของประชาชน (PEOPLE’S CAR) ซึ่งในภาษาเยอรมันเรียกว่า VOLKSWAGEN นั่นเอง
โฟล์คเต่ารุ่นต้นแบบคันแรกเสร็จสิ้นการพัฒนาเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 1936 มาพร้อมระบบช่วงล่างแบบทอร์ชันบาร์ ระบบเบรกเป็นแบบกลไกก้านบังคับ ไม่ใช่ระบบไฮดรอลิกเหมือนรถยนต์ปัจจุบัน และที่เครื่องยนต์มีการติดตั้งยางแท่นเครื่อง ซี่งหลายคนมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดยางแท่นเครื่อง ตัวเครื่องยนต์เป็นแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ มีให้เลือกทั้งแบบ 2 จังหวะ และ 4 จังหวะ ที่มีกำลังสูงสุด 22.5 แรงม้า (HP)
ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 1936 รุ่นต้นแบบหรือ V3 (ซึ่งมีการผลิตออกมา 3 คัน) ถูกนำมาทดสอบด้วยการแล่นเป็นระยะทางกว่า 50,000 กิโลเมตร ก่อนมีการทดสอบต่อเนื่องภายใต้รหัสโครงการ VVW30 และหลังจากนั้นไม่นานคณะกรรมการก็เห็นชอบในเรื่องเครื่องยนต์ หลังจากถกเถียงกันอยู่นานก็มาลงตัวที่บล็อก 4 สูบนอน หรือบ็อกเซอร์ ระบายความร้อนด้วยอากาศ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการพัฒนาจะมีขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 แต่กว่าที่โฟล์คเต่า จะได้รับการผลิตเพื่อจำหน่ายสู่ตลาดต้องรอกันจนถึงเดือนธันวาคม 1945 หรือหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง โดยในเดือนนั้นมีการผลิตออกมาเพียง 55 คันเท่านั้น
ในปี 1947 จึงมีการผลิตเวอร์ชั่นส่งออกในเดือนสิงหาคม โดยบริษัท PON BROTHERS กลายเป็นผู้แทนจำหน่ายของโฟล์คสวาเกนในเนเธอร์แลนด์และนำเข้าโฟล์คเต่าจำนวน 56 คัน เข้าไปทำตลาด จากนั้นอีก 1 ปี จึงเริ่มขยายตัวออกสู่ตลาดประเทศอื่น เช่น เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ลักเซมเบิร์ม สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปที่สหรัฐอเมริกาในวันที่ 8 มกราคม 1949
รุ่นเปิดประทุนของโฟล์คเต่ามีขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 1949 โดยคาร์มานน์เป็นผู้รับผิดชอบในการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะในตลาดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา
ความจริงแล้วโครงการผลิตรุ่นเปิดประทุนของโฟล์คเต่ามีมาตั้งแต่ปี 1948 ในยุคที่มีไฮน์ริช นอร์ดฮอฟฟ์เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงงานโฟล์คสวาเกน ซึ่งเขาเป็นผู้ปรับปรุงระบบการผลิต และเป็นคนที่เอ่ยประโยคอมตะ “THE BEETLE HAS AS MANY FAULT AS A DOG HAS FLEAS” ที่แสดงให้เห็นถึงรอยรั่วของระบบการผลิต ซึ่งมีมากเหมือนกับหมัด-เห็บบนตัวสุนัข
นอร์ดฮอฟฟ์ใช้เวลานานในการคิดหาทางออกเพื่อกระตุ้นให้ยอดจำหน่ายของโฟล์คเต่ามีมากขึ้นและในปี 1948 เขาได้ว่าจ้าง JOSEPH HEBMULLER COMPANY ผลิตรุ่นต้นแบบของโฟล์คเต่าเปิดประทุนออกมา 3 คัน โดยมีข้อบังคับว่าจะต้องใช้ชิ้นส่วนของรุ่นแฮทช์แบ็ก (หรือในเอกสารของโฟล์คสวาเกนเรียกว่า SEDAN) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
JOSEPH HEBMELLER ได้รับโอกาสในการผลิตโฟล์คเต่าเปิดประทุนในเวอร์ชั่นหรูพร้อมกับตกแต่งรายละเอียดภายในอย่างสุดบรรเจิด ซึ่งสวนกับหลักการพื้นฐานของตัวรถ ขณะที่คาร์มานได้รับงานผลิตแบบยกล็อตสำหรับคนทั่วไป ผลที่ได้คือตลอด 4 ปี ที่ทำตลาด เวอร์ชั่นเปิดประทุนของ JOSEPH HEBMULLER ผลิตขายได้เพียง 696 คัน เท่านั้น
โฟล์คเต่ากลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ รถขายดีเหมือนแจกฟรี ในปี 1950 ทำยอดผลิตครบ 100,000 คัน และเพิ่มเป็น 250,000 คัน ในปี 1951 ซึ่งเป็นตัวเลขของยอดการผลิตพุ่งพรวดสวนทางกับวัตถุดิบที่มีอยู่ในตลาด จนทำให้ต้องหยุดการผลิต และลดชั่วโมงทำงานลงชั่วคราว แต่ถึงกระนั้นในปี 1952 ยอดผลิตต่อปีของโฟล์คเต่าก็เกิน 100,000 คันเป็นครั้งแรก และในปี 1953 ก็ฉลองครบ 5 แสน คัน โดยที่ในช่วงเวลานั้น โฟล์คเต่าครองส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์นั่งของเยอรมันตะวันตกใน(ตอนนั้น) ถึง 42.5%
ในปี 1955 ตัวเลขการผลิตครบ 1ล้านคัน และในปี 1967 ฉลองการผลิตครบ 10 ล้านคัน โดยมีโรงงานผลิตทั้งหมด 5 แห่งในเยอรมนี คือ เมืองฮันโนเวอร์ คาสเซล บรันสวิค เอมเดน และล่าสุดคือโวล์ฟบวร์ก
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1972 เป็นวันที่ปวงชนชาวโฟล์คสวาเกนไม่มีวันลืม เพราะยอดการผลิตของโฟล์คเต่าอยู่ที่ 15,007,034 คัน ซึ่งเท่ากับว่าสามารถแซงหน้า สถิติเดิมของ ฟอร์ด โมเดล ทีได้สำเร็จ ทำให้โฟล์คเต่ากลายเป็นรถยนต์ที่มียอดผลิตสูงสุดในโลก (ก่อนที่จะโดนรุ่นกอล์ฟแซงในปี 2002)
จุดสิ้นสุดแห่งยุคโฟล์คเต่าสำหรับตลาดยุโรปเริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1970 เมื่อโฟล์คสวาเกนเปิดตัวรถยนต์รุ่นกอล์ฟออกมา ซึ่งทำให้ลูกค้าในยุโรปเริ่มหันไปสนใจกับผู้มาใหม่รุ่นนี้กันมากขึ้น จนทำให้โฟล์คสวาเกนตัดสินใจยุติการผลิตของโรงงานโวล์ฟบวร์ก ในปี 1974 และเอมเดนในปี 1978 โดยโฟล์คเต่าคันสุดท้ายที่ผลิตในเอมเดนเมื่อวันที่ 19 มกราคม ถูกส่งเข้าไปเก็บในพิพิธภัณฑ์เมืองโวล์ฟบวร์ก
ส่วนรุ่นเปิดประทุนคันสุดท้ายออกจากสายการผลิตของโรงงานคาร์มานน์ในออสนาบรักเมื่อวันที่ 10 มกราคม 1979 รวมแล้วรุ่นเปิดประทุนถูกผลิตออกสู่ตลาด 330,281 คัน
แม้ว่าในยุโรปจะเลิก แต่โรงงานในเม็กซิโกที่เริ่มเดินเครื่องมาตั้งแต่ปี 1965 ก็ยังทำหน้าที่ผลิตต่อไปและวันที่ 15 พฤษภาคม 1981 ฉลองการผลิตครบ 20 ล้านคันที่โรงงานแห่งนี้
อย่างไรก็ตามในวันที่ 31 กรกฎาคม 2003 ถือเป็นอีกวันที่บีทเทิลมาเนียต้องจดจำเพราะว่าจะเป็นวันสุดท้ายของการผลิตโฟล์คเต่าที่โรงงานในเมือง PUEBLA เม็กซิโก ซึ่งเป็นโรงงานแห่งเดียวที่ยังผลิตอยู่
ตู้หรือ van ได้เริ่มขึ้นเมื่อ ... ตัวแทนจำหน่ายโฟล์คคนหนึ่งชื่อ Ben Pon ซึ่งเป็นชาวดัชต์ (ชาวเนเธอร์แลนด์) ได้เห็นรถขนย้ายของในโรงงาน Wolfsburg ก็ได้เกิดความคิดว่า Volkswagen น่าจะมีรถที่สามารถขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องมือเครื่องใช้ ผลิตผลทางการเกษตร ออกมาขาย เนื่องจากในขณะนั้นก็เป็นช่วงหลังสงครามโลก พาหนะที่ไว้ขนถ่ายของเหล่านี้มีความจำเป็นมากในการสร้างประเทศ
ในปี 1947 Ben Pon ได้พบกับนายพล Ivan Hirst ที่ Minden ครั้งนี้ Ben Pon ได้นำ sketch ภาพของรถตู้ให้ดู แต่ว่า พันเอก Radclyffe (วิศวะกรผู้ดูแลด้านการผลิตในเขตควบคุมของอังกฤษ) ปฎิเสธการผลิตเนื่องจากทรัพยากรที่มีอยู่ เพียงพอเพื่อผลิตเต่าทองเท่านั้น
แต่ทว่าในปี 1948 Heinz Nordhoff ได้นัดพบผู้อำนวยการของ VW มาพบเพื่อรื้อเอาโครงการ ตู้ มาปัดฝุ่นอีกครั้งทำให้ Ben Pon ได้นำเสนอโปรเจคตู้กับ Nordhoff และในปีนี้เอง ตู้ก็ได้เข้าสู่สายพานการผลิตเพื่อจำหน่ายของ VW
EA-7 (Entwicklungsauftrang No.7) หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Development Project No.7 เป็นโครงการผลิตรถตู้ที่ใช้ชื่อเล่นว่า TYPE29 เป็นต้นแบบ
หลังจากนั้น ในวันที่ 11 มีนาคม ปี 1949 รถตู้ Prototype ได้เริ่มออกวิ่งครั้งแรก แต่ว่าเจ้า Prototype นี้ใช้แชสซีของเต่า ผลก็คือทำให้รับน้ำหนักมาก ๆ ไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องหยุด Prototype นี้ไป ในเดือน พฤษภาคมปีเดียวกัน Prototype อีกคันก็ได้ทดลองวิ่ง โดย Prototype นี้ได้ถูกออกแบบแชสซีขึ้นมาใหม่โดย Dr.Haesner โดยแชสซีที่ใช้มีความแข็งแรงมาก ลักษณะเป็นเฟรมคู่แล้วใช้ตัวถังครอบบนแชสซีอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่า Prototype นี้ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่เช่น น้อตที่ยึดตัวถังกับเฟรมไม่แข็งแรง ต่อมา Prototype ที่ 2 ก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา คราวนี้ใกล้ความจริงมากขึ้น เจ้า Prototype นี้ได้ถูกแก้ปัญหาจุดต่าง ๆ ได้ดีขึ้น จนวิ่งได้เป็นระยะทาง 12000 กิโลเมตร
ในวันที่ 15 สิงหาคม ปี 1949 โครงการ type2 ได้เปิดตัวครั้งแรกสู่สาธารณะชน โดยทาง VW ประกาศว่าจะมี ออกมาจำหน่ายอยู่ 4 โมเดลคือ รถตู้ทึบ รถตู้กระบะ (Single cab) รถตู้พยาบาล และรถตู้ที่ใช้สำหรับไปรษณีย์ แต่เอาเข้าจริง ๆ รถตู้คันแรกที่ออกขาย (แชสซีเลขที่ 000014) ได้ถูกขายในวันที่ 8 มีนาคม ปี 1950 ให้กับบริษัท Fleischhauer ในเมือง Colonge บริษัทนี้รู้จักกันดีในชื่อของ น้ำหอมตระกูล 4711 ในวันเดียวกันกับที่ออกแสดงในงาน Geneva Motor Show
Volkswagen ได้แบ่งประเภทของรถไว้ดังนี้
ตู้, bus, van, type2 หรือ bulli (ภาษาเยอรมัน) ได้แบ่ง generation ไว้ 5 แบบ (ณ ตอนนี้ 5-1-47 )
- T1 ก็คือหน้าวี หรือ split window เริ่มผลิตตั้งแต่ 1950 - 1967
- T2 ก็คือแตงโม หรือ bay window เริ่มผลิตตั้งแต่1968 - 1979
- T3 ก็คือทรานสปอร์ทเตอร์ ในอเมริกาเรียกว่า vanagon เริ่มผลิตตั้งแต่ 1980 - 1992
- T4 ก็คือคาราเวล และ T5 ก็คือโฟล์คตู้ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมาไม่นานนี้
T1 ที่ฝรั่งเรียกว่า Split window เจ้าสปลิทนี้ก็แบ่งได้อีกเป็น Barn door ผลิตในปี 1950 - 1955 เอกลักษณ์ของ Barn door สังเกตุง่าย ๆ คือ ด้านหน้าจะไม่มีช่องลมเข้า และด้านหลัง ฝาห้องเครื่องจะเปิดได้สูงมาก แต่พอปี 1956 - 1967 ก็พัฒนามาเป็นหน้าวีที่เราเห็นกันบ่อย ๆ คือมีช่องลมเข้าด้านหน้า ฝาห้องเครื่องเปิดได้น้อย แต่สามารถเปิดฝาห้องโดยสารหลังได้
T2 ฝรั่งเรียก bay window แต่บ้านเราเรียกแบบน่ารักว่า แตงโม หรือหัวแตงโม (บางคนเรียกปังปอน์ด) เข้าใจว่าน่าจะเรียกตามช่องลมด้านหลังที่มีลักษณะคล้าย แตงโมฝ่าซีก (แต่เรียกหัวแตงโม แปลกเนอะ) รุ่นนี้ก็จะแบ่งเป็น 3 แบบด้วยกัน คือ ไฟเลี้ยวล่าง ไฟท้ายแคปซูล 1968 - 1971 แบบนี้ไฟเลี้ยวด้านหน้าจะอยู่ด้านข้างช่องลมหน้า และไฟท้ายจะเป็นแบบหน้าวี คือจะเล็กและมน กันชนจะเป็นแบบโค้งมน ทีเด็ดของแตงโมในแบบนี้คือปี 71 ซึ่งเป็นปีแรกที่ได้ช่วงล่างด้านหน้าแบบ disc brake แต่ได้ตัวถังจะเป็นแบบเก่า แบบต่อมาคือ ไฟเลี้ยวล่าง ไฟท้ายยาว มีอยู่ปีเดียวคือ 1972 ปีนี้เป็นปีที่กำลังจะกลายเป็นแตงโมรุ่นใหม่ แต่ผสมความเก่าไว้ครึ่งหนึ่ง ใหม่อีกครึ่ง สังเกตุได้ง่ายว่าด้านหน้า ไฟเลี้ยวจะอยู่ด้านล่าง ไฟท้ายจะยาว และกันชนยังเป็นแบบโค้งมนอยู่ ห้องเครื่องจะแปลกตากว่ารุ่นก่อน คือมีสันเพิ่มขึ้นมา (จริง ๆ ฝาห้องเครื่องจะเล็กและยาวกว่าด้วย) เพื่อเตรียมรองรับเครื่อง type4 ที่จะมาลงในปีต่อไป ... แบบสุดท้าย คือไฟเลี้ยวบน กันชนเหลี่ยม 1973 - 1979 สังเกตุง่าย ๆ ไฟเลี้ยวด้านหน้า จะอยู่ข้างช่องลม ไฟท้ายด้านหลังจะเป็นแบบยาว กันชนจะเป็นแบบเหลี่ยม ห้องเครื่องแบบมีสัน และเครื่อง type4
T2 ฝรั่งเรียก bay window แต่บ้านเราเรียกแบบน่ารักว่า แตงโม หรือหัวแตงโม (บางคนเรียกปังปอน์ด) เข้าใจว่าน่าจะเรียกตามช่องลมด้านหลังที่มีลักษณะคล้าย แตงโมฝ่าซีก (แต่เรียกหัวแตงโม แปลกเนอะ) รุ่นนี้ก็จะแบ่งเป็น 3 แบบด้วยกัน คือ ไฟเลี้ยวล่าง ไฟท้ายแคปซูล 1968 - 1971 แบบนี้ไฟเลี้ยวด้านหน้าจะอยู่ด้านข้างช่องลมหน้า และไฟท้ายจะเป็นแบบหน้าวี คือจะเล็กและมน กันชนจะเป็นแบบโค้งมน ทีเด็ดของแตงโมในแบบนี้คือปี 71 ซึ่งเป็นปีแรกที่ได้ช่วงล่างด้านหน้าแบบ disc brake แต่ได้ตัวถังจะเป็นแบบเก่า แบบต่อมาคือ ไฟเลี้ยวล่าง ไฟท้ายยาว มีอยู่ปีเดียวคือ 1972 ปีนี้เป็นปีที่กำลังจะกลายเป็นแตงโมรุ่นใหม่ แต่ผสมความเก่าไว้ครึ่งหนึ่ง ใหม่อีกครึ่ง สังเกตุได้ง่ายว่าด้านหน้า ไฟเลี้ยวจะอยู่ด้านล่าง ไฟท้ายจะยาว และกันชนยังเป็นแบบโค้งมนอยู่ ห้องเครื่องจะแปลกตากว่ารุ่นก่อน คือมีสันเพิ่มขึ้นมา (จริง ๆ ฝาห้องเครื่องจะเล็กและยาวกว่าด้วย) เพื่อเตรียมรองรับเครื่อง type4 ที่จะมาลงในปีต่อไป ... แบบสุดท้าย คือไฟเลี้ยวบน กันชนเหลี่ยม 1973 - 1979 สังเกตุง่าย ๆ ไฟเลี้ยวด้านหน้า จะอยู่ข้างช่องลม ไฟท้ายด้านหลังจะเป็นแบบยาว กันชนจะเป็นแบบเหลี่ยม ห้องเครื่องแบบมีสัน และเครื่อง type4
เมื่อกว่า 60 ปีก่อน จอมเผด็จการนาซีเยอรมันนาม "อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ " มุ่งมั่นสร้างมหาอาณาจักรไรซ์ที่สามเป็นเจ้าโลกให้ได้ แม้จะต้องใช้ชีวิตมนุษย์ไม่รู้กี่สิบล้านถมกรุยทาง เพื่อแผ้วถางทางสะดวกในสงครามทะเลทรายไร้น้ำของอัฟริกา ฮิตเล่อร์มีบัญชาให้ออกแบบสร้างรถยนต์ที่ดั้นด้นไปทุกแห่งหนได้โดยไม่ต้องง้อน้ำ และต้องออกแบบให้เรียบง่าย ลดค่าใช้จ่ายทั้งในการผลิตและซ่อมบำรุง วิศวกรเยอรมันชื่อ " ดร. เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ " ใช้ความเป็นอัจฉริยะ และประสบการณ์ที่ได้จากการออกแบบ ทำรถยนต์ที่สนองความปรารถนาของจอมเผด็จการได้อย่างครบถ้วน และยังแถมให้ด้วยความต้องการที่จะให้คนเยอรมันมีคุณภาพชีวิตที่เทียมทัน ไม่น้อยหน้าคนอเมริกันที่มีรถที่สร้างทำง่าย ๆ อย่างรถฟอร์ด Model T ใช้กันเกลื่อนแทบทุกครัวเรือนในอเมริกา ซึ่งฮิตเล่อร์มีบัญชาให้ปอร์เช่เดินทางไปศึกษาด้วยตนเอง รถยนต์ที่ ดร.ปอร์เช่ ออกแบบสร้างให้ในเวลาอันรวดเร็วทันตามบัญชาของผู้เผด็จการ นอกจากจะเหมาะสำหรับใช้ในการทำสงครามทะเลทรายตามความต้องการหลักของฮิตเล่อร์แล้ว ยังเหมาะที่จะให้ใช้เป็นพาหนะของคนเยอรมันได้ถ้วยหน้า จึงได้รับชื่อเรียกขานเป็นภาษาเยอรมันว่า "โฟล์คสวาเกน" แปลตรง ๆ ได้ว่า "รถสำหรับประชาชน", " รถสำหรับประชาชน " จึงเริ่มต้นชีวิตด้วยความชิงชังของคนทั้งโลก ที่ไม่มีเชื้อสายเผ่าอารยันของผู้เผด้จการนาซีเยอรมันชื่อ ฮิตเล่อร์
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ยุติด้วยความปราชัยย่อยยับของเยอรมันและความตายของฮิตเล่อร์นั้น แม้แต่คนเยอรมันเองก็มองรถยนต์รูปร่างเหมือน "เต่าทอง" ด้วยความรู้สึกเป็นจิตใต้สำนึกว่า นี่คือสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสงคราม และความปราชัยของเยอรมันนี จึงไม่มีผู้ใดแยแสที่จะคิดต่อชีวิตให้แก่รถยนต์รูปร่างหน้าตาประหลาดนี้ เมื่อสงครามยุติและกลายเป็นนายทหารอังกฤษของสัมพันธมิตรผู้มีชัย ที่เกิดความคิดว่ารถเยอรมันคันเล็ก ๆ นี้ น่าจะแก้ปัญหาความขาดแคลนยานพาหนะของชาวโลกได้ในยุคหลังสงคราม
"Ripley" ต้องรีบเขียนคอลัมน์ "Belive it or not !" เมื่อปรากฎว่าแทบจะทันทีที่โรงงานซึ่งมีสัญลักษณ์ "หมาป่า บนกำแพงขาว" แปรสภาพจากกองอิฐหัก เพราะลูกระเบิดสัมพันธ์มิตรกลับเข้ารูปเข้ารอย สามารถผลิตรถยนต์รูปร่างเหมือนเต่าทองได้อีกครั้งด้วยความสนับสนุนของพันธมิตร "โฟล์คสวาเกน" ทุกคันที่ออกจากสายการผลิต จะมีผู้จับจองทันทีแทบไม่ให้สีมีโอกาสแห้ง
ในช่วงเวลาไม่กี่ปี สถิติการผลิตรถฟอร์ด Model T ก็ถูกทำลายราบคายด้วยจำนวนรถ "เต่าทอง" ที่ผลิตจากโรงงานที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก และทำให้โฟล์คสวาเกนเต่าทองกลายเป็นรถยนต์ชนิดเดียวในประวัติศาสรต์ที่คนทั่วไปไม่อาจบอกได้ว่า รถคันที่วิ่งอยู่ตามถนนที่เห็นนั้นเป็นรุ่น 1939 หรือ 1999 กันแน ่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอยู่ที่ว่า รถยนต์ซึ่งเกิดขึ้นด้วยความชิงชังคนทั้งโลกนอกจากคนเผ่าอารยันของตนเอง ได้กลับกลายเป็นรถยนต์ที่คนทั้งโลกชื่นชม รักใคร่ปรารถนาที่จะได้เป็นเจ้าของ ไม่เพียงเพราะตระหนักถึงความสำคัญในประวัติศาสตร์เท่านั้น หากยังเป็นด้วยบุคลิกที่ไม่เหมือนใครอีก ด้วยรูปลักษณืที่ผิดแผกแตกต่างกับรถคันใด ได้ทำให้โฟล์ค "เต่าทอง" เป็นขวัญในของคนรักรถด้วยประเด็นที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งบางทีก็อยู่ที่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่นเมื่อหลายสิบปีมาแล้วความรักความหวงแหนห่วงในนำมาซึ่งความเอาในใส่ทะนุถนอม จึงยากที่จะเห็นว่ามีโฟล์คเต่าคันไหนที่เจ้าของทอดทิ้งปล่อยปละไม่ดูแลรักษา ส่วนใหญ่มีการตกแต่งสวยงามไร้ตำหนิเหมือนเพิ่งถอยออกจากอู่ หรือร้านรับจ้างตกแต่งคนที่มรความรักเช่นนี้คงไม่มีใครที่จะไม่สนในว่ารถของตนจะกลายเป็น " เสือทะยานชน " หรือ อย่างน้อยก็ถอยเข้าจอด โดยไม่ห่วงใยว่าขอบฟุตบาทจะทำให้ฝาครอบล้อบุบบี้มีริ้วรอยถ้าคนใช้รถทุกคนรักรถของตนเช่นคนใช้โฟล์ค แน่ในได้เลยว่าสถิติอุบัติภัยบนท้องถนนทั้งเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่จะลดน้อยลงได้เพราะความรักรถที่ตนนั่งหลังพวงมาลัย


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น