วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

m-map


Volkswagen Story



  


 


ผู้จัดการด้านเครื่งยนต์แห่งปี: Prof.Dr. Matin  Winterkorn


 


ผู้จัดการฝ่ายเครื่องยนต์ของโฟล์คสวาเก้น Prof. Dr. Matin  Winterkorn ได้รับหนึ่งในรางวัล the  Italian  media’s most prestigious awards กรรมการมากกว่า29คนจากเมืองที่เป็นผู้นำด้านข่าวรถยนต์ได้โหวตให้เขาเป็น “ World’s  top  Manager  Automotive 2008”


 


ข้อมูลจาก http://www.volkswagen.com/vwcms/master_public/virtualmaster/en2.metanav.html


 


 นี่เป็นประวัติโดยย่อ...


            จุดเริ่มต้นของโฟล์คเต่ามีขึ้นเมื่อ 22 มิถุนายน 1934 เมื่อคณะกรรมการสมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์แห่งชาติเยอรมนี หรือ RDA-REICHSVERBAND DER DEUTSCHEN AUTOMOBILINDUSTRIE ได้มอบหมายให้ดร.เฟอร์ดินัน พอร์ชออกแบบรถยนต์ของประชาชน (PEOPLE’S CAR) ซึ่งในภาษาเยอรมันเรียกว่า VOLKSWAGEN นั่นเอง

โฟล์คเต่ารุ่นต้นแบบคันแรกเสร็จสิ้นการพัฒนาเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 1936 มาพร้อมระบบช่วงล่างแบบทอร์ชันบาร์ ระบบเบรกเป็นแบบกลไกก้านบังคับ ไม่ใช่ระบบไฮดรอลิกเหมือนรถยนต์ปัจจุบัน และที่เครื่องยนต์มีการติดตั้งยางแท่นเครื่อง ซี่งหลายคนมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดยางแท่นเครื่อง ตัวเครื่องยนต์เป็นแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ มีให้เลือกทั้งแบบ 2 จังหวะ และ 4 จังหวะ ที่มีกำลังสูงสุด 22.5 แรงม้า (
HP)

ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 1936 รุ่นต้นแบบหรือ V3 (ซึ่งมีการผลิตออกมา 3 คัน) ถูกนำมาทดสอบด้วยการแล่นเป็นระยะทางกว่า 50,000 กิโลเมตร ก่อนมีการทดสอบต่อเนื่องภายใต้รหัสโครงการ VVW30 และหลังจากนั้นไม่นานคณะกรรมการก็เห็นชอบในเรื่องเครื่องยนต์ หลังจากถกเถียงกันอยู่นานก็มาลงตัวที่บล็อก 4 สูบนอน หรือบ็อกเซอร์ ระบายความร้อนด้วยอากาศ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการพัฒนาจะมีขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 แต่กว่าที่โฟล์คเต่า จะได้รับการผลิตเพื่อจำหน่ายสู่ตลาดต้องรอกันจนถึงเดือนธันวาคม 1945 หรือหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง โดยในเดือนนั้นมีการผลิตออกมาเพียง 55 คันเท่านั้น

ในปี 1947 จึงมีการผลิตเวอร์ชั่นส่งออกในเดือนสิงหาคม โดยบริษัท PON BROTHERS กลายเป็นผู้แทนจำหน่ายของโฟล์คสวาเกนในเนเธอร์แลนด์และนำเข้าโฟล์คเต่าจำนวน 56 คัน เข้าไปทำตลาด จากนั้นอีก 1 ปี จึงเริ่มขยายตัวออกสู่ตลาดประเทศอื่น เช่น เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ลักเซมเบิร์ม สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปที่สหรัฐอเมริกาในวันที่ 8 มกราคม
1949

รุ่นเปิดประทุนของโฟล์คเต่ามีขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 1949 โดยคาร์มานน์เป็นผู้รับผิดชอบในการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะในตลาดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา

ความจริงแล้วโครงการผลิตรุ่นเปิดประทุนของโฟล์คเต่ามีมาตั้งแต่ปี 1948 ในยุคที่มีไฮน์ริช นอร์ดฮอฟฟ์เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงงานโฟล์คสวาเกน ซึ่งเขาเป็นผู้ปรับปรุงระบบการผลิต และเป็นคนที่เอ่ยประโยคอมตะ “THE BEETLE HAS AS MANY FAULT AS A DOG HAS FLEAS” ที่แสดงให้เห็นถึงรอยรั่วของระบบการผลิต ซึ่งมีมากเหมือนกับหมัด-เห็บบนตัวสุนัข

นอร์ดฮอฟฟ์ใช้เวลานานในการคิดหาทางออกเพื่อกระตุ้นให้ยอดจำหน่ายของโฟล์คเต่ามีมากขึ้นและในปี 1948 เขาได้ว่าจ้าง JOSEPH HEBMULLER COMPANY ผลิตรุ่นต้นแบบของโฟล์คเต่าเปิดประทุนออกมา 3 คัน โดยมีข้อบังคับว่าจะต้องใช้ชิ้นส่วนของรุ่นแฮทช์แบ็ก (หรือในเอกสารของโฟล์คสวาเกนเรียกว่า SEDAN) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

JOSEPH HEBMELLER ได้รับโอกาสในการผลิตโฟล์คเต่าเปิดประทุนในเวอร์ชั่นหรูพร้อมกับตกแต่งรายละเอียดภายในอย่างสุดบรรเจิด ซึ่งสวนกับหลักการพื้นฐานของตัวรถ ขณะที่คาร์มานได้รับงานผลิตแบบยกล็อตสำหรับคนทั่วไป ผลที่ได้คือตลอด 4 ปี ที่ทำตลาด เวอร์ชั่นเปิดประทุนของ JOSEPH HEBMULLER ผลิตขายได้เพียง 696 คัน เท่านั้น

โฟล์คเต่ากลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ รถขายดีเหมือนแจกฟรี ในปี 1950 ทำยอดผลิตครบ 100,000 คัน และเพิ่มเป็น 250,000 คัน ในปี 1951 ซึ่งเป็นตัวเลขของยอดการผลิตพุ่งพรวดสวนทางกับวัตถุดิบที่มีอยู่ในตลาด จนทำให้ต้องหยุดการผลิต และลดชั่วโมงทำงานลงชั่วคราว แต่ถึงกระนั้นในปี 1952 ยอดผลิตต่อปีของโฟล์คเต่าก็เกิน 100,000 คันเป็นครั้งแรก และในปี 1953 ก็ฉลองครบ 5 แสน คัน โดยที่ในช่วงเวลานั้น โฟล์คเต่าครองส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์นั่งของเยอรมันตะวันตกใน(ตอนนั้น) ถึง
42.5%

ในปี 1955 ตัวเลขการผลิตครบ 1ล้านคัน และในปี 1967 ฉลองการผลิตครบ 10 ล้านคัน โดยมีโรงงานผลิตทั้งหมด 5 แห่งในเยอรมนี คือ เมืองฮันโนเวอร์ คาสเซล บรันสวิค เอมเดน และล่าสุดคือโวล์ฟบวร์ก

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1972 เป็นวันที่ปวงชนชาวโฟล์คสวาเกนไม่มีวันลืม เพราะยอดการผลิตของโฟล์คเต่าอยู่ที่ 15,007,034 คัน ซึ่งเท่ากับว่าสามารถแซงหน้า สถิติเดิมของ ฟอร์ด โมเดล ทีได้สำเร็จ ทำให้โฟล์คเต่ากลายเป็นรถยนต์ที่มียอดผลิตสูงสุดในโลก (ก่อนที่จะโดนรุ่นกอล์ฟแซงในปี
2002)

จุดสิ้นสุดแห่งยุคโฟล์คเต่าสำหรับตลาดยุโรปเริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1970 เมื่อโฟล์คสวาเกนเปิดตัวรถยนต์รุ่นกอล์ฟออกมา ซึ่งทำให้ลูกค้าในยุโรปเริ่มหันไปสนใจกับผู้มาใหม่รุ่นนี้กันมากขึ้น จนทำให้โฟล์คสวาเกนตัดสินใจยุติการผลิตของโรงงานโวล์ฟบวร์ก ในปี 1974 และเอมเดนในปี 1978 โดยโฟล์คเต่าคันสุดท้ายที่ผลิตในเอมเดนเมื่อวันที่ 19 มกราคม ถูกส่งเข้าไปเก็บในพิพิธภัณฑ์เมืองโวล์ฟบวร์ก

ส่วนรุ่นเปิดประทุนคันสุดท้ายออกจากสายการผลิตของโรงงานคาร์มานน์ในออสนาบรักเมื่อวันที่ 10 มกราคม 1979 รวมแล้วรุ่นเปิดประทุนถูกผลิตออกสู่ตลาด 330,281 คัน

แม้ว่าในยุโรปจะเลิก แต่โรงงานในเม็กซิโกที่เริ่มเดินเครื่องมาตั้งแต่ปี 1965 ก็ยังทำหน้าที่ผลิตต่อไปและวันที่ 15 พฤษภาคม 1981 ฉลองการผลิตครบ 20 ล้านคันที่โรงงานแห่งนี้

อย่างไรก็ตามในวันที่ 31 กรกฎาคม 2003 ถือเป็นอีกวันที่บีทเทิลมาเนียต้องจดจำเพราะว่าจะเป็นวันสุดท้ายของการผลิตโฟล์คเต่าที่โรงงานในเมือง PUEBLA เม็กซิโก ซึ่งเป็นโรงงานแห่งเดียวที่ยังผลิตอยู่


 


ตู้หรือ van ได้เริ่มขึ้นเมื่อ ... ตัวแทนจำหน่ายโฟล์คคนหนึ่งชื่อ Ben Pon ซึ่งเป็นชาวดัชต์ (ชาวเนเธอร์แลนด์) ได้เห็นรถขนย้ายของในโรงงาน Wolfsburg ก็ได้เกิดความคิดว่า Volkswagen น่าจะมีรถที่สามารถขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องมือเครื่องใช้ ผลิตผลทางการเกษตร ออกมาขาย เนื่องจากในขณะนั้นก็เป็นช่วงหลังสงครามโลก พาหนะที่ไว้ขนถ่ายของเหล่านี้มีความจำเป็นมากในการสร้างประเทศ


ในปี 1947 Ben Pon ได้พบกับนายพล Ivan Hirst ที่ Minden ครั้งนี้ Ben Pon ได้นำ sketch ภาพของรถตู้ให้ดู แต่ว่า พันเอก Radclyffe (วิศวะกรผู้ดูแลด้านการผลิตในเขตควบคุมของอังกฤษ) ปฎิเสธการผลิตเนื่องจากทรัพยากรที่มีอยู่ เพียงพอเพื่อผลิตเต่าทองเท่านั้น


แต่ทว่าในปี 1948 Heinz Nordhoff ได้นัดพบผู้อำนวยการของ VW มาพบเพื่อรื้อเอาโครงการ ตู้ มาปัดฝุ่นอีกครั้งทำให้ Ben Pon ได้นำเสนอโปรเจคตู้กับ Nordhoff และในปีนี้เอง ตู้ก็ได้เข้าสู่สายพานการผลิตเพื่อจำหน่ายของ VW


EA-7 (Entwicklungsauftrang No.7) หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Development Project No.7 เป็นโครงการผลิตรถตู้ที่ใช้ชื่อเล่นว่า TYPE29 เป็นต้นแบบ


หลังจากนั้น ในวันที่ 11 มีนาคม ปี 1949 รถตู้ Prototype ได้เริ่มออกวิ่งครั้งแรก แต่ว่าเจ้า Prototype นี้ใช้แชสซีของเต่า ผลก็คือทำให้รับน้ำหนักมาก ๆ ไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องหยุด Prototype นี้ไป ในเดือน พฤษภาคมปีเดียวกัน Prototype อีกคันก็ได้ทดลองวิ่ง โดย Prototype นี้ได้ถูกออกแบบแชสซีขึ้นมาใหม่โดย Dr.Haesner โดยแชสซีที่ใช้มีความแข็งแรงมาก ลักษณะเป็นเฟรมคู่แล้วใช้ตัวถังครอบบนแชสซีอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่า Prototype นี้ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่เช่น น้อตที่ยึดตัวถังกับเฟรมไม่แข็งแรง ต่อมา Prototype ที่ 2 ก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา คราวนี้ใกล้ความจริงมากขึ้น เจ้า Prototype นี้ได้ถูกแก้ปัญหาจุดต่าง ๆ ได้ดีขึ้น จนวิ่งได้เป็นระยะทาง 12000 กิโลเมตร


ในวันที่ 15 สิงหาคม ปี 1949 โครงการ type2 ได้เปิดตัวครั้งแรกสู่สาธารณะชน โดยทาง VW ประกาศว่าจะมี ออกมาจำหน่ายอยู่ 4 โมเดลคือ รถตู้ทึบ รถตู้กระบะ (Single cab) รถตู้พยาบาล และรถตู้ที่ใช้สำหรับไปรษณีย์ แต่เอาเข้าจริง ๆ รถตู้คันแรกที่ออกขาย (แชสซีเลขที่ 000014) ได้ถูกขายในวันที่ 8 มีนาคม ปี 1950 ให้กับบริษัท Fleischhauer ในเมือง Colonge บริษัทนี้รู้จักกันดีในชื่อของ น้ำหอมตระกูล 4711 ในวันเดียวกันกับที่ออกแสดงในงาน Geneva Motor Show


 


Volkswagen ได้แบ่งประเภทของรถไว้ดังนี้


ตู้, bus, van, type2 หรือ bulli (ภาษาเยอรมัน) ได้แบ่ง generation ไว้ 5 แบบ (ณ ตอนนี้ 5-1-47 )
- T1 ก็คือหน้าวี หรือ split window เริ่มผลิตตั้งแต่
1950 - 1967
- T2 ก็คือแตงโม หรือ bay window เริ่มผลิตตั้งแต่
1968 - 1979
- T3 ก็คือทรานสปอร์ทเตอร์ ในอเมริกาเรียกว่า vanagon เริ่มผลิตตั้งแต่
1980 - 1992
- T4 ก็คือคาราเวล และ T5 ก็คือโฟล์คตู้ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมาไม่นานนี้


 


T1 ที่ฝรั่งเรียกว่า Split window เจ้าสปลิทนี้ก็แบ่งได้อีกเป็น Barn door ผลิตในปี 1950 - 1955 เอกลักษณ์ของ Barn door สังเกตุง่าย ๆ คือ ด้านหน้าจะไม่มีช่องลมเข้า และด้านหลัง ฝาห้องเครื่องจะเปิดได้สูงมาก แต่พอปี 1956 - 1967 ก็พัฒนามาเป็นหน้าวีที่เราเห็นกันบ่อย ๆ คือมีช่องลมเข้าด้านหน้า ฝาห้องเครื่องเปิดได้น้อย แต่สามารถเปิดฝาห้องโดยสารหลังได้


 


T2 ฝรั่งเรียก bay window แต่บ้านเราเรียกแบบน่ารักว่า แตงโม หรือหัวแตงโม (บางคนเรียกปังปอน์ด) เข้าใจว่าน่าจะเรียกตามช่องลมด้านหลังที่มีลักษณะคล้าย แตงโมฝ่าซีก (แต่เรียกหัวแตงโม แปลกเนอะ) รุ่นนี้ก็จะแบ่งเป็น 3 แบบด้วยกัน คือ ไฟเลี้ยวล่าง ไฟท้ายแคปซูล 1968 - 1971 แบบนี้ไฟเลี้ยวด้านหน้าจะอยู่ด้านข้างช่องลมหน้า และไฟท้ายจะเป็นแบบหน้าวี คือจะเล็กและมน กันชนจะเป็นแบบโค้งมน ทีเด็ดของแตงโมในแบบนี้คือปี 71 ซึ่งเป็นปีแรกที่ได้ช่วงล่างด้านหน้าแบบ disc brake แต่ได้ตัวถังจะเป็นแบบเก่า แบบต่อมาคือ ไฟเลี้ยวล่าง ไฟท้ายยาว มีอยู่ปีเดียวคือ 1972 ปีนี้เป็นปีที่กำลังจะกลายเป็นแตงโมรุ่นใหม่ แต่ผสมความเก่าไว้ครึ่งหนึ่ง ใหม่อีกครึ่ง สังเกตุได้ง่ายว่าด้านหน้า ไฟเลี้ยวจะอยู่ด้านล่าง ไฟท้ายจะยาว และกันชนยังเป็นแบบโค้งมนอยู่ ห้องเครื่องจะแปลกตากว่ารุ่นก่อน คือมีสันเพิ่มขึ้นมา (จริง ๆ ฝาห้องเครื่องจะเล็กและยาวกว่าด้วย) เพื่อเตรียมรองรับเครื่อง type4 ที่จะมาลงในปีต่อไป ... แบบสุดท้าย คือไฟเลี้ยวบน กันชนเหลี่ยม 1973 - 1979 สังเกตุง่าย ๆ ไฟเลี้ยวด้านหน้า จะอยู่ข้างช่องลม ไฟท้ายด้านหลังจะเป็นแบบยาว กันชนจะเป็นแบบเหลี่ยม ห้องเครื่องแบบมีสัน และเครื่อง type4 


 


T2 ฝรั่งเรียก bay window แต่บ้านเราเรียกแบบน่ารักว่า แตงโม หรือหัวแตงโม (บางคนเรียกปังปอน์ด) เข้าใจว่าน่าจะเรียกตามช่องลมด้านหลังที่มีลักษณะคล้าย แตงโมฝ่าซีก (แต่เรียกหัวแตงโม แปลกเนอะ) รุ่นนี้ก็จะแบ่งเป็น 3 แบบด้วยกัน คือ ไฟเลี้ยวล่าง ไฟท้ายแคปซูล 1968 - 1971 แบบนี้ไฟเลี้ยวด้านหน้าจะอยู่ด้านข้างช่องลมหน้า และไฟท้ายจะเป็นแบบหน้าวี คือจะเล็กและมน กันชนจะเป็นแบบโค้งมน ทีเด็ดของแตงโมในแบบนี้คือปี 71 ซึ่งเป็นปีแรกที่ได้ช่วงล่างด้านหน้าแบบ disc brake แต่ได้ตัวถังจะเป็นแบบเก่า แบบต่อมาคือ ไฟเลี้ยวล่าง ไฟท้ายยาว มีอยู่ปีเดียวคือ 1972 ปีนี้เป็นปีที่กำลังจะกลายเป็นแตงโมรุ่นใหม่ แต่ผสมความเก่าไว้ครึ่งหนึ่ง ใหม่อีกครึ่ง สังเกตุได้ง่ายว่าด้านหน้า ไฟเลี้ยวจะอยู่ด้านล่าง ไฟท้ายจะยาว และกันชนยังเป็นแบบโค้งมนอยู่ ห้องเครื่องจะแปลกตากว่ารุ่นก่อน คือมีสันเพิ่มขึ้นมา (จริง ๆ ฝาห้องเครื่องจะเล็กและยาวกว่าด้วย) เพื่อเตรียมรองรับเครื่อง type4 ที่จะมาลงในปีต่อไป ... แบบสุดท้าย คือไฟเลี้ยวบน กันชนเหลี่ยม 1973 - 1979 สังเกตุง่าย ๆ ไฟเลี้ยวด้านหน้า จะอยู่ข้างช่องลม ไฟท้ายด้านหลังจะเป็นแบบยาว กันชนจะเป็นแบบเหลี่ยม ห้องเครื่องแบบมีสัน และเครื่อง type4 


             เมื่อกว่า 60 ปีก่อน จอมเผด็จการนาซีเยอรมันนาม "อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ " มุ่งมั่นสร้างมหาอาณาจักรไรซ์ที่สามเป็นเจ้าโลกให้ได้ แม้จะต้องใช้ชีวิตมนุษย์ไม่รู้กี่สิบล้านถมกรุยทาง เพื่อแผ้วถางทางสะดวกในสงครามทะเลทรายไร้น้ำของอัฟริกา ฮิตเล่อร์มีบัญชาให้ออกแบบสร้างรถยนต์ที่ดั้นด้นไปทุกแห่งหนได้โดยไม่ต้องง้อน้ำ และต้องออกแบบให้เรียบง่าย ลดค่าใช้จ่ายทั้งในการผลิตและซ่อมบำรุง    วิศวกรเยอรมันชื่อ " ดร. เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ " ใช้ความเป็นอัจฉริยะ และประสบการณ์ที่ได้จากการออกแบบ ทำรถยนต์ที่สนองความปรารถนาของจอมเผด็จการได้อย่างครบถ้วน และยังแถมให้ด้วยความต้องการที่จะให้คนเยอรมันมีคุณภาพชีวิตที่เทียมทัน ไม่น้อยหน้าคนอเมริกันที่มีรถที่สร้างทำง่าย ๆ อย่างรถฟอร์ด Model T ใช้กันเกลื่อนแทบทุกครัวเรือนในอเมริกา ซึ่งฮิตเล่อร์มีบัญชาให้ปอร์เช่เดินทางไปศึกษาด้วยตนเอง รถยนต์ที่ ดร.ปอร์เช่ ออกแบบสร้างให้ในเวลาอันรวดเร็วทันตามบัญชาของผู้เผด็จการ นอกจากจะเหมาะสำหรับใช้ในการทำสงครามทะเลทรายตามความต้องการหลักของฮิตเล่อร์แล้ว   ยังเหมาะที่จะให้ใช้เป็นพาหนะของคนเยอรมันได้ถ้วยหน้า จึงได้รับชื่อเรียกขานเป็นภาษาเยอรมันว่า "โฟล์คสวาเกน" แปลตรง ๆ ได้ว่า "รถสำหรับประชาชน",  " รถสำหรับประชาชน " จึงเริ่มต้นชีวิตด้วยความชิงชังของคนทั้งโลก ที่ไม่มีเชื้อสายเผ่าอารยันของผู้เผด้จการนาซีเยอรมันชื่อ ฮิตเล่อร์


เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ยุติด้วยความปราชัยย่อยยับของเยอรมันและความตายของฮิตเล่อร์นั้น แม้แต่คนเยอรมันเองก็มองรถยนต์รูปร่างเหมือน "เต่าทอง" ด้วยความรู้สึกเป็นจิตใต้สำนึกว่า นี่คือสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสงคราม และความปราชัยของเยอรมันนี จึงไม่มีผู้ใดแยแสที่จะคิดต่อชีวิตให้แก่รถยนต์รูปร่างหน้าตาประหลาดนี้ เมื่อสงครามยุติและกลายเป็นนายทหารอังกฤษของสัมพันธมิตรผู้มีชัย ที่เกิดความคิดว่ารถเยอรมันคันเล็ก ๆ นี้ น่าจะแก้ปัญหาความขาดแคลนยานพาหนะของชาวโลกได้ในยุคหลังสงคราม


"Ripley" ต้องรีบเขียนคอลัมน์ "Belive it or not !" เมื่อปรากฎว่าแทบจะทันทีที่โรงงานซึ่งมีสัญลักษณ์ "หมาป่า บนกำแพงขาว" แปรสภาพจากกองอิฐหัก เพราะลูกระเบิดสัมพันธ์มิตรกลับเข้ารูปเข้ารอย สามารถผลิตรถยนต์รูปร่างเหมือนเต่าทองได้อีกครั้งด้วยความสนับสนุนของพันธมิตร "โฟล์คสวาเกน" ทุกคันที่ออกจากสายการผลิต จะมีผู้จับจองทันทีแทบไม่ให้สีมีโอกาสแห้ง


ในช่วงเวลาไม่กี่ปี สถิติการผลิตรถฟอร์ด Model T ก็ถูกทำลายราบคายด้วยจำนวนรถ "เต่าทอง" ที่ผลิตจากโรงงานที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก และทำให้โฟล์คสวาเกนเต่าทองกลายเป็นรถยนต์ชนิดเดียวในประวัติศาสรต์ที่คนทั่วไปไม่อาจบอกได้ว่า รถคันที่วิ่งอยู่ตามถนนที่เห็นนั้นเป็นรุ่น 1939 หรือ 1999 กันแน ่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอยู่ที่ว่า รถยนต์ซึ่งเกิดขึ้นด้วยความชิงชังคนทั้งโลกนอกจากคนเผ่าอารยันของตนเอง ได้กลับกลายเป็นรถยนต์ที่คนทั้งโลกชื่นชม รักใคร่ปรารถนาที่จะได้เป็นเจ้าของ ไม่เพียงเพราะตระหนักถึงความสำคัญในประวัติศาสตร์เท่านั้น หากยังเป็นด้วยบุคลิกที่ไม่เหมือนใครอีก ด้วยรูปลักษณืที่ผิดแผกแตกต่างกับรถคันใด ได้ทำให้โฟล์ค "เต่าทอง" เป็นขวัญในของคนรักรถด้วยประเด็นที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งบางทีก็อยู่ที่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่นเมื่อหลายสิบปีมาแล้วความรักความหวงแหนห่วงในนำมาซึ่งความเอาในใส่ทะนุถนอม จึงยากที่จะเห็นว่ามีโฟล์คเต่าคันไหนที่เจ้าของทอดทิ้งปล่อยปละไม่ดูแลรักษา ส่วนใหญ่มีการตกแต่งสวยงามไร้ตำหนิเหมือนเพิ่งถอยออกจากอู่ หรือร้านรับจ้างตกแต่งคนที่มรความรักเช่นนี้คงไม่มีใครที่จะไม่สนในว่ารถของตนจะกลายเป็น " เสือทะยานชน " หรือ อย่างน้อยก็ถอยเข้าจอด โดยไม่ห่วงใยว่าขอบฟุตบาทจะทำให้ฝาครอบล้อบุบบี้มีริ้วรอยถ้าคนใช้รถทุกคนรักรถของตนเช่นคนใช้โฟล์ค แน่ในได้เลยว่าสถิติอุบัติภัยบนท้องถนนทั้งเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่จะลดน้อยลงได้เพราะความรักรถที่ตนนั่งหลังพวงมาลัย 


 


 


 

 

volkswagen -- ข่าว volkswagen

HomepagE


News - Volkswagen


Volkswagen The New Caravelle 2.5 TDI 4Motion? All wheel drive


 

Volkswagen The New Caravelle 2.5 TDI 4Motion? All wheel drive

กรุงเทพฯ--28 พ.ย.--ไทยยานยนตร์

         บริษัท ไทยยายนยนตร์ จำกัด ผู้นำเข้ารถโฟล์คสวาเกนอย่างเป็นทางการแต่ผู้เดียวในประเทศไทย มีความภูมิใจที่สุดในการนำเสนอ Volkswagen The New Caravelle 2.5 TDI 4 Motion? All wheel drive ซึ่งเป็นนวัตกรรมลิขสิทธิ์เฉพาะของ Volkswagen ที่เลื่องชื่อ ให้ความมั่นใจในการขับขี่ทุกสภาพถนน ว่าจะใช้งานในธุรกิจประจำวันหรือวันพักผ่อนที่เร้าใจ ด้วยเครื่องยนต์ 2.5 TDI ความแรงที่มาพร้อมกับความประหยัด ทั้งยังได้รับมาตรฐาน EU3 จึงมั่นใจได้ในเรื่องรักษาสภาพแวดล้อมและปกป้องภาวะโลกร้อน


         พร้อมกันนี้ได้นำเสนอ Promotion สุดพิเศษ 4x4 เฉพาะในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งนี้
         1. ฟรี... รับประกันตลอด 4 ปี *
         2. ฟรี... บำรุงรักษาตลอด 4 ปี *
         3. ฟรี... ค่าซ่อมและอะไหล่ตลอด 4 ปี *
         4. ฟรี... บริการช่วยเหลือ 24 ชม. ตลอด 4 ปี *
         * หรือ 90,000 กม. อย่างใดอย่างหนึ่งที่ถึงก่อน และภายในเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด
         รายละเอียดของรถยนต์รุ่นต่างๆ1. The New Caravelle Business Line ในรูปแบบอัครยานยนต์ สไตล์นักธุรกิจชั้นนำ ที่กว้างขวางสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์ตกแต่งภายในที่หรูหรา ทันสมัย และอุปกรณ์ความบันเทิงครบครัน ไม่ว่าจะเป็น คอนโซลใหม่หรูหรา ที่นั่ง 3 แถวปรับตำแหน่งได้ ที่พักเท้าปรับไฟฟ้า กระจกกั้นห้อง 2 ชั้น แบบ double glassing เพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด จอ LCD แบบ wide screen ขนาด 19 นิ้ว พร้อมเครื่องเล่น DVD ระบบเสียงสมบูรณ์แบบ Dolby 5.1 surround หูฟังไร้สายคู่ USB พร้อมช่องเสียบการ์ดรีดเดอร์ วิทยุหน้า 2 Din พร้อมบลูทูธตำแหน่งคนขับ กล้องถอยจอดพร้อมเซ็นเซอร์ เบาะหนังแท้ที่ตกแต่งพิเศษเพื่อความเหนือระดับ ประตูเลื่อนไฟฟ้า 2 ด้าน ระบบรางเลื่อนนิรภัย และเบาะนั่งแบบ VIP ที่ผ่านมาตรฐานยุโรป
         2. The New Caravelle Highline อีกระดับของความหรูหราและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการตกแต่งภายในที่เหนือระดับ พื้นที่ส่วนตัวที่กว้างขวางสะดวกสบายกว่าเดิม พร้อมเบาะหนังแท้ชั้นดีเพื่อความมีบุคลิกเฉพาะตัว สามารถปรับตำแหน่งของเก้าอี้ผู้โดยสารได้ตามสรีระของแต่ละบุคคล เพิ่มความเพลิดเพลินในการเดินทางด้วย จอภาพแบบ LCD ขนาด 19 นิ้ว แบบเก็บได้บนคอนโซลเปิดขึ้นลงด้วยไฟฟ้า ใหม่ล่าสุดเพื่อความบันเทิงอีกระดับ เครื่องเล่น DVD ระบบเสียง surround ชมภาพยนตร์แบบ Dolby 5.1 surround ให้ความกระหึ่มและเสียงที่สมจริง ฉากกระจกกั้นระหว่างห้องโดยสารและห้องคนขับ แบบ double glassing เพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด ช่องเสียบ USB port สำหรับเล่นเพลงจาก iPod และอุปกรณ์ความบันเทิงส่วนตัวต่างๆ ระบบเซ็นเซอร์ถอยหลัง พร้อมกล้องรับภาพและจอแสดงผลที่คอนโซลคนขับ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
         3. The New Caravelle Touring มาพร้อมอิสระในการเดินทางด้วยการตกแต่งภายในที่ตอบสนองการใช้งานได้สูงสุด ด้วยรูปแบบที่ไม่มีคอนโซลกลาง เพิ่มความกว้างขวางสำหรับห้องโดยสารพร้อมชุดเบาะนั่งโดยสาร 3 แถว เบาะนั่งวีไอพีคู่หน้า ในแบบที่ 11 ที่นั่ง รางเลื่อนนิรภัยลิขสิทธิ์ฉพาะโฟล์คสวาเกนที่ช่วยให้จัดสรรพื้นที่ใช้สอยได้ตามความต้องการอย่างปลอดภัย เปิดโลกจินตนาการได้อย่างไม่มีขอบเขตให้ท่านบรรจงเลือกสรรด้วยตัวท่านเอง
         ราคารถโฟล์คสวาเกนในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 25

Touring                           2,990,000  
The New Caravelle 2.5 TDI4Motion  Highline   3,290,000  
Business Line                     3,360,000  
The New Caravelle 2.5 TDI         Highline   3,190,000  
Business Line                     3,260,000  
The New Caravelle 3.2 V6          Highline   3,390,000  
Business Line                     3,460,000 

 

โฟล์คสวาเกนคาดตลาดรถยนต์ในจีนเผชิญช่วงเวลายากลำบากปีหน้า ขณะศก.ชะลอตัว


 โฟล์คสวาเกน เอจี (Volkswagen AG) บริษัทรถยนต์ต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในตลาดจีนคาดว่า บริษัทจะเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากในปี 2552 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และความวิตกกังวลในตลาดแรงงานที่ฉุดรั้งอุปสงค์ในตลาดรถยนต์ของจีนซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก


 


"บริษัทจะเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากในช่วง 6 เดือนแรกของปีหน้า โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก" วินฟรายด์ วาห์แลนด์ ประธานโฟล์คสวาเกนในประเทศจีนกล่าว "สิ่งที่เราต้องทำในขณะนี้คือกระตุ้นความเชื่อมั่นของลูกค้าให้กลับมาลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์อีกครั้ง"
         สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ยอดขายของโฟล์คสวาเกนในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดร่วงลง 4.2% ในไตรมาสสามจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและมาตรการจำกัดการขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนนในช่วงมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ซึ่งทำให้นักลงทุนชะลอการซื้อรถยนต์ โดยยอดขายที่ชะลอตัวในประเทศจีนอาจส่งผลกระทบต่อค่ายรถยนต์เยอรมนี, เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอร์ป และโตโยต้า มอเตอร์ส คอร์ป ที่กำลังมาแรงในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งบริษัทหวังที่จะใช้ชดเชยอุปสงค์ที่ตกต่ำลงในสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป
         "เราหวังว่ายอดขายจะขยายตัว แต่หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ เราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน" วาห์แลนด์กล่าว
         อย่างไรก็ตาม โฟล์คสวาเกนไม่ได้คาดการณ์ถึงยอดขายในปีหน้า เนื่องจากมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าบริษัทจะมียอดขายเท่าไหร่ หลังจากในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมียอดขายรถในประเทศจีนพุ่งขึ้น 13% และมีแผนที่จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีก 4 รุ่นในปีหน้าเพื่อกระตุ้นยอดขายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะทุ่มเงินลงทุนในตลาดจีน 7 พันล้านยูโร (8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในสิ้นปีนี้
         ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฮอนด้า มอเตอร์ โค คาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ในจีนจะขยายตัวขึ้น 5% ในปีหน้า ขณะที่ยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้น 11% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ หลังจากที่ทะยานขึ้น 22% ในปี 2550


โฟล์คสวาเกน เปิดตัวเวอร์ชั่นใหม่ Touring ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.89 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขสุดพิเศษสำหรับทุกรุ่นในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้เท่านั้น


 โฟล์คสวาเกน เปิดตัวเวอร์ชั่นใหม่ Touring ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.89 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขสุดพิเศษสำหรับทุกรุ่นในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้เท่านั้น

กรุงเทพฯ--27 มี.ค.--ยนตรกิจอินเตอร์เซลส์
         “ฟรีประกันชั้น 1 ซ่อมห้างนาน 3 ปี”
         “ฟรีบำรุงรักษานาน 3 ปี”
         “รับประกันนาน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง”
         เปิดตัวชุด Travel Kit เติมเต็มความสุนทรีย์ในทุกการเดินทางแก่ลูกค้าสุดยอดอัครยานยนต์ Volkswagen the New Caravelle ทุกเวอร์ชั่น
         บริษัท ยนตรกิจอินเตอร์เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์โฟล์คสวาเกนอย่างเป็นทางการแต่ผู้เดียวในประเทศไทยตอบสนองความต้องในการเดินทางในสไตล์ที่ทันสมัยและปลอดภัยด้วย Volkswagen the New Caravelle เวอร์ชั่นใหม่ที่มีชื่อว่า Touring ที่เปิดรับจองเฉพาะในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 29 นี้เท่านั้น ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 2.89 ล้านบาทในรุ่นดีเซล และ 3.09 ล้านบาทในรุ่นเบนซิน พร้อมข้อเสนอพิเศษ “ฟรีประกันภัยซ่อมห้างนาน 3 ปี” “ฟรีบำรุงรักษานาน 3 ปี” และ “รับประกัน หรือ warranty นาน 3 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง” สำหรับ Volkswagen the New Caravelle ทุกรุ่น
นอกจากนี้ยังเพิ่มอรรถรสในการเดินทางที่เหนือกว่าด้วยชุด Travel Kit ซึ่งเป็นอ๊อปชั่นพิเศษจากประเทศเยอรมนีที่ออกแบบเฉพาะสำหรับ Volkswagen the New Caravelle ทุกรุ่นในราคาพิเศษเฉพาะในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้เท่านั้น
         นายรณชัย จินวัฒนาภรณ์ กรรมการบริหาร บริษัท บริษัท ยนตรกิจอินเตอร์เซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า Volkswagen the New Caravelle รุ่น Touring ในราคาพิเศษ เป็นทางเลือกใหม่สำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบอัครยานยนต์ที่หรูหราจากโฟล์คสวาเกน ซึ่งถูกออกแบบให้สมบูรณ์แบบและลงตัวเพื่อทุกการเดินทางด้วยภายในแบบ 11 ที่นั่ง เบาะนั่ง VIP และรางเลื่อนนิรภัย ที่เป็นมาตรฐานเฉพาะจากโรงงานโฟล์คสวาเกน ที่สามารถปรับพื้นที่ใช้สอยภายในได้ตามต้องการไม่ว่าจะเป็นการรองรับสัมภาระหรือผู้โดยสาร
         “Volkswagen the New Caravelle เวอร์ชั่น Touring สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทึ่ชื่นชอบความหรูหราที่เรียบง่าย แต่ปลอดภัยและลงตัวสำหรับการเดินทาง ซึ่งมาพร้อมการตกแต่งภายในที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง และแตกต่างไปจากเวอร์ชั่นอื่นๆ เช่น Business Line และ Highline โดยเฉพาะในเรื่องของราคาที่เริ่มต้นที่ 2.89 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯคาดว่าจะเป็นการเพิ่มความหลากหลาย และสามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคและลูกค้าโฟล์คสวาเกนภายในงานมอเตอร์โชว์ได้เป็นอย่างดี โดยรุ่น Touring เป็นรุ่นพิเศษเฉพาะงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้เท่านั้น โดยจะหยุดรับจองทันทีหลังงานมอเตอร์โชว์สิ้นสุดลง นอกจากนี้แคมเปญสำหรับในงานที่พิเศษสุดๆในปีนี้ คือ “ฟรีประกันภัยซ่อมห้างนาน 3 ปี” “ฟรีบำรุงรักษานาน 3 ปี หรือ 75,000 กม.” และ “รับประกัน หรือ warranty นาน 3 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง” ซึ่งไม่มีรถโฟล์คสวาเกนที่ไหนในโลกสามารถมอบเงื่อนไขนี้ได้นอกจากโฟล์คสวาเกนจากยนตรกิจเท่านั้น” นายรณชัยกล่าว
         นอกจากเงื่อนไขพิเศษที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าโฟล์คสวาเกน 3 รายการแล้ว ยังมีชุด Travel Kit ที่นำเข้ามาเพื่อตอบสนองความต้องการในการเดินทางที่แตกต่าง โดยประกอบไปด้วยชุดเต๊นท์บังแดดกลางแจ้งติดรถขนาดใหญ่ ที่สามารถติดตั้งบนหลังคาและถอดเก็บได้อย่างสะดวกและง่ายดาย และชุดเก็บสัมภาระท้ายรถที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะจากบริษัท Fiamma ประเทศเยอรมนี ให้สามารถติดตั้งบนรถได้อย่างลงตัว
         “การใช้งานเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการไปพักผ่อนตามชายหาด หรือ ตั้งแคมป์ เพราะเต๊นท์ที่มีขนาดใหญ่ที่ติดตั้งได้ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของตัวรถ สามารถบังแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การพักผ่อนที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติแบบครอบครัวลงตัวที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การใช้งานก็แค่เพียงติดตั้งชุด Travel Kit บนหลังคา จากนั้นก็ดึงเต๊นท์ออกมาโดยมีขาเต๊นท์ที่รองรับอย่างแข็งแรง ก็จะได้พื้นที่ร่มที่ให้สมาชิกในครอบครัวได้สนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างไร้ขีดจำกัด” นายรณชัยกล่าว
รายละเอียดของรถยนต์
         1. The New Caravelle Touring มาพร้อมอิสระภาพในการเดินทางด้วยภายในที่ตอบสนองการใช้งานได้สูงสุด ในแบบ 11 ที่นั่ง พร้อมเบาะนั่ง VIP 2 ตัว และรางเลื่อนนิรภัยที่ช่วยให้จัดสรรพื้นที่ใช้สอยได้ตามต้องการเหมือนรุ่นอื่นบนมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมือนกัน แต่มีราคาเริ่มต้นเพียง 2.89 ล้านบาทในรุ่นดีเซล
         2. The New Caravelle Business Line ในรูปแบบอัครยานยนต์แบบ 11 ที่นั่ง สไตล์นักธุรกิจชั้นนำ ที่กว้างขวางสะดวกสะบายด้วยอุปกรณ์ตกแต่งภายในที่หรูหรา ทันสมัย และอุปกรณ์ความบันเทิงครบครัน ไม่ว่าจะเป็น กระจกกั้นเสียงระหว่างห้องคนขับและห้องโดยสาร แบบ double glassing ที่เป็นกระจก 2 แผ่น คือแบบใสและแบบติดฟิล์มทึบที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด จอ LCD แบบ wide screen ขนาด 19 นิ้ว ใหม่ล่าสุด เครื่องเล่น DVD และ ระบบเครื่องเสียงสมบูรณ์แบบ ระบบเซ็นเซอร์ถอยหลัง เบาะหนังแท้ที่ตกแต่งพิเศษเพื่อความเหนือระดับ ประตูเลื่อนไฟฟ้า 2 ด้าน ระบบรางเลื่อนนิรภัย และเบาะนั่งแบบ VIP ที่ผ่านมาตรฐานยุโรป
         3. Volkswagen The New Caravelle Highline ที่สุดของความหรูหราของอัครยานยนต์ อีกระดับของความหรูหราและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการตกแต่งภายในที่เหนือระดับ ด้วยเบาะหนังแท้ชั้นดีเพื่อความมีบุคลิกเฉพาะตัว และพื้นที่ส่วนตัวที่กว้างขวางสะดวกสบายกว่าเดิม ลายไม้สีเข้มสุขุมและเคร่งขรึมในสไตล์ dark wall nut จอภาพระบบ LCD ขนาด 19 นิ้ว แบบพับเก็บได้บนคอนโซลเปิดขึ้นลงด้วยไฟฟ้า ใหม่ล่าสุดเพื่อความบันเทิงอีกระดับ เครื่องเล่น DVD ระบบเสียง surround ชมภาพยนตร์แบบ Dolby 5.1 ให้ความกระหึ่มและเสียงที่สมจริง ฉากกระจกกั้นระหว่างห้องโดยสารและห้องคนขับ แบบ double glassing เพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด ช่องเสียบ USB port สำหรับรับเล่นเพลงจาก iPod และอุปกรณ์ความบันเทิงส่วนตัวต่างๆ ระบบเซ็นเซอร์ถอยหลัง พร้อมกล้องรับภาพและจอแสดงผลที่คอนโซลคนขับ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
         นอกจากความโดดเด่นที่เหนือระดับดังที่กล่าวมาแล้ว Volkswagen the New Caravelle ทั้ง 3 เวอร์ชั่น ที่นำเข้าโดย ยนตรกิจ ยังได้รับการคัดสรรค์อุปกรณ์ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจงสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
         - รถยนต์ที่นำเข้ามาเป็นรถยนต์ที่ถูกออกแบบให้เหมาะสบกับการใช้งานในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทยอย่างแท้จริง จึงมีความทนทานในการใช้งานระยะยาว
         - ระบบเครื่องปรับอากาศได้รับการพัฒนาขึ้นมาร่วมกับโฟล์คสวาเกน เอจี เพื่อให้รองรับการใช้งานที่แตกต่างของประเทศไทยไทยโดยเฉพาะ
         - เบาะนั่ง VIP นิรภัย ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรปโดยผ่านการทดสอบจากสถาบันทดสอบชั้นนำไมร่า ซึ่งยนตรกิจเป็นรายเดียวในประเทศไทยที่เบาะนั่งในรถตู้ได้ผ่านการทดสอบมาตรฐานชั้นสูง
         - รางเลื่อนนิรภัยเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะจากโฟล์คสวาเกน ที่ บริษัท ยนตรกิจอินเตอร์เซลส์ ได้รับอนุญาตให้ติดตั้งเป็นรายเดียวในประเทศไทย
         - การรับประกันจากโรงงานสูงสุดถึง 3 ปี แบบไม่จำกัดระยะทางเพื่อให้มั่นใจในการใช้งานสูงสุด จากผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่แท้จริง
         - การดูแลและให้บริการตามมาตรฐานสูงสุดในฐานะผู้เข้าและจัดจำหน่ายโฟล์คสวาเกนอย่างเป็นทางการแต่ผู้เดียวในประเทศไทย
         - อุปกรณ์พิเศษต่างๆให้เลือก มาพร้อมมาตรฐานโรงงานโฟล์คสวาเกน อาทิ เช่น กระจังหน้าโครเมี่ยม ที่บ่งบอกถึงความเหนือระดับของบุคคลที่ต้องการความแตกต่าง
         เครื่องยนต์มีให้เลือกตามความต้องการทั้งในแบบ ด้วยเครื่องยนต์ 2.5 TDI เทอร์โบดีเซล ไดเร็คอินเจ็คชั่น แบบ 5 สูบ ขนาด 2,460 ซีซี ผลิตแรงม้าสูงสุดที่ 174 bhp ที่ 3,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 400 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที และเครื่องยนต์ 3.2 V6 เบนซินแบบ V6 สูบ 3,189 ซีซี ผลิตแรงม้าสูงสุดได้ถึง 235 bhp ที่ 6,200 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 315 นิวตันเมตร ที่ 2,950 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ทั้ง 2 แบบ ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ พร้อมทิปโทรนิค 6 สปีด ระบบกันลื่นไถล ASR ช่วยรักษาการทรงตัวของรถได้ดีเยี่ยมยามขับขี่บนผิวถนนที่ลื่น
         พบกับ Volkswagen the New Caravelle Touring, Volkswagen the New Caravelle Business Line และ Volkswagen the New Caravelle Highline ในเงื่อนไขพิเศษ พร้อมทั้งชุด Travell Kit ที่นำเข้ามาในราพิเศษเฉพาะในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ปีนี้เท่านั้น (ราคาของ Business Line อยู่ที่ 3,260,000 บาท และ 3,460,000 บาท สำหรับดีเซลและเบนซิน และ Highline อยู่ที่ 3,190,000 บาท และ 3,390,000 บาท สำหรับดีเซลและเบนซิน ตามลำดับ 

 

โฟล์คสวาเกนยุติเจรจากับโปรตอนของมาเลย์ เล็งจับมือหุ้นส่วนอื่นในอาเซียน


โฟล์คสวาเกน เอจี (Volkswagen AG) เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้ยุติการเจรจาเพื่อสร้างความร่วมมือกับ โปรตอน โฮลดิงส์ (Proton Holdings Bhd) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของมาเลเซียแล้ว
         ทั้งนี้ โฟล์คสวาเกนจะพิจารณาทางเลือกอื่นในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ฟิลิปปินส์ สำนักข่าวธอมสัน ไฟแนนเชียล รายงาน

 

ยนตรกิจ กรุ๊ป เปิดตัวรถใหม่ 7 รุ่น ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 28  พร้อมดอกเบี้ย 0% เมื่อถือบัตร KTC

 

Volkswaken - New cars

New cars



Volkswaken Polo










นอกจากบีเทิลและกอล์ฟแล้ว โปโล ถือเป็นอีกชื่อที่มีความสำคัญสำหรับโฟล์คสวาเกน เพราะนี่คือรถยนต์ซับคอมแพ็กต์รุ่นดังที่มีประวัติความเป็นมาในตลาดไม่น้อยหน้ากว่าเพื่อนร่วมบริษัททั้ง 2 รุ่น และในตอนนี้ โฟล์คฯ จัดการส่งโฉมใหม่ของโปโลลุยตลาดยุโรปแล้ว ด้วยความสวยสปอร์ตที่ถอดแบบหน้าตามาจากอล์ฟใหม่ในรหัส Mk VI

ชื่อของโปโลเป็นที่รู้จักของแฟนโฟล์คสวาเกนทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1975 เมื่อมีการเปิดตัวสายพันธุ์แรก หรือ Mk I ออกสู่ตลาดเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่อยากได้รถยนต์ไซส์เล็กที่มีความคล่องตัว และรุ่นนี้มีการนำไปรีแบรนด์ขายในชื่อออดี้ 50 อีกด้วย ส่วนรุ่นใหม่นี้เป็นเจนเนอเรชันที่ 5 ถูกเปิดตัวครั้งแรกในเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2009 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และจะเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าทั้งตลาดพวงมาลัยซ้ายและขวาตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป

ช่วงแรกที่เปิดตัวออกมามีแค่ตัวถังแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ส่วน 3 ประตูยังเงียบอยู่ ไม่รู้ว่าจะมีการเลิกผลิตเหมือนกับที่รถยนต์ไซส์เล็กในญี่ปุ่นทำกันอยู่หรือเปล่า โดยรุ่นใหม่ใช้พื้นตัวถังรุ่น PQ25 ร่วมกับออดี้ เอ1 และเซียท อิบิซ่า ใช้ระบบช่วงล่างหน้าแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบกึ่งอิสระ

โปโลใหม่มากับตัวถังที่มีความยาว และกว้างเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 54 และ 32 มิลลิเมตร ด้วยตัวเลข 3,970 และ 1,682 มิลลิเมตร พร้อมกับเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระจากเดิมอีก 10 ลิตรเป็น 280 ลิตรเมื่อเบาะนั่งอยู่ครบ แต่เมื่อพับเบาะหลังลงมาจะทำให้ตัวเลขขยับขึ้นมาเป็น 952 ลิตร แต่มีน้ำหนักตัวเบากว่ารุ่นเดิม 7.5%

รูปลักษณ์ภายนอกของโปโลใหม่ได้รับอิทธิพลจากซิร็อคโค่ และกอล์ฟใหม่ ซึ่งวอลเตอร์ เดอ ซิลวา หัวหน้าฝ่ายออกแบบของโฟล์คฯ เผยว่าเป็นแนวคิดที่เน้นความเรียบง่าย หรือที่เรียกว่า La Simplicita หรือ The Simplicity พร้อมกับสอดแทรเส้นสายที่เน้นความสวยและสปอร์ตเข้าไปอย่างกลมกลืนและลงตัว

หลากหลายทางเลือกสำหรับตอบสนองหลากหลายความต้องการ เริ่มจากรุ่นเบนซิน 3 สูบ 1,300 ซีซี 60 และ 70 แรงม้า ซึ่งมีตัวเลขความประหยัดอยู่ในระดับ 18.2 กิโลเมตรต่อลิตร ตามด้วยแบบ 4 สูบ TSI 1,200 ซีซี ติดเทอร์โบเพิ่มกำลังขึ้นมาเป็น 105 แรงม้าจับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือ DSG 7 จังหวะ และ 1,400 ซีซี 85 แรงม้า

ส่วนเทอร์โบดีเซลมีความจุเดียว 1,600 ซีซี แต่มีให้เลือก 3 แบบ คือ 75 แรงม้า, 90 แรงม้า และ 105 แรงม้า ซึ่งในรุ่น 90 แรงม้ามีทั้งเวอร์ชันธรรมดา และตัวประหยัดมลพิษต่ำที่เรียกว่า BlueMotion ซึ่งมีความประหยัดในระดับ 26.3 กิโลเมตรต่อลิตร และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียเพียง 96 กรัมต่อการใช้งาน 1 กิโลเมตร

สำหรับรุ่นตัวแรงรหัส GTI มีตามมาแน่นอน แต่จะเริ่มผลิตปี 2010 พวกเข้าขวาหนักต้องอดใจรอกันหน่อย ส่วนบ้านเรา เมื่อโฟล์คสวาเกนเริ่มตื่นขึ้นมา และนำทางเลือกใหม่ๆ มาเจาะตลาดนอกเหนือจากรถตู้คาราเวลล์แล้ว ทำให้แฟนๆ โฟล์คฯ น่าจะพอมีหวังบ้าง แต่ราคาคงจะไม่สบายกระเป๋าสักเท่าไร เพราะขนาดกอล์ฟ ใหม่ 1,400 ซีซียังเกินหลัก 2 ล้านบาทมานิดๆ เลย



http://www.thaisarn.com/th/news_reader.php?newsid=403119








รถใหม่ Volkswagen Scirocco R


เครื่องยนต์ TSI แบบ 4 สูบ 2,000 ซีซี เทอร์โบ รหัส EA113 ซึ่งจากเดิมมีม้าวิ่งอยู่ในระดับ 100 ตัวปลายๆ จนถึง 200 ตัวต้นๆ มาสู่ระดับ 265 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 35.6 กก.-ม. ที่ 2,500-5,000 รอบ/นาที ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับบูสต์เทอร์โบให้ขึ้นมาอยู่ในระดับ 1.2 บาร์ พร้อมกับเปลี่ยนโปรแกรมการทำงานของกล่อง ECU ควบคุมเครื่องยนต์


http://www.ber5.com/2009/06/05/4060/



Volkswagen up!



คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ คลิกเพื่อดูภาพใหญ่



ตำนานหน้าใหม่ของ Volkswagen New Beetle ทายาทยานยนต์ตระกูลคลาสสิกของเยอรมนี มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เหตุผลสำคัญมาจากภาวะราคาน้ำมันแพง ทำให้ต้องลดต้นทุนการผลิตลง

สื่อนิตยสารยานยนต์ออนไลน์ทั้งในสหรัฐและยุโรป รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวของโฟล์คว่า จะยุติสายการผลิต New Beetle รุ่นปัจจุบัน และจะพัฒนายานยนต์ต้นแบบ Volkswagen up! concept ออกจำหน่ายในนาม All-New New Beetle เจเนอเรชั่นที่ 2 แทน

โฟล์คผลิต New Beetle ออกมาแทน Beetle รุ่นแห่งตำนาน เมื่อปี 1998 โดยใช้แพลตฟอร์มของ Volkswagen Golf เจเนอเรชั่นที่ 4 ทำให้เลย์เอาต์กลไกถ่ายทอดกำลัง เปลี่ยนจากวางเครื่องหลังและขับเคลื่อนล้อหลังในรุ่นแห่งตำนาน มาเป็นการวางเครื่องหน้าและขับเคลื่อนล้อหน้า

มิติบอดี้ของ New Beetle ประกอบด้วยความยาว 4,129 มิลลิเมตร กว้าง 1,721 มิลลิเมตร และสูง 1,498 มิลลิเมตร

ส่วน up! concept มีบอดี้ยาวเพียง 3,850 มิลลิเมตร และกว้าง 1,630 มิลลิเมตร

ตัวแทนโฟล์คยืนยันว่า up! concept มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าคู่แข่งขนาดเดียวกัน ขณะที่ภายในห้องโดยสาร 4 ที่นั่ง ก็กว้างขวางเกินตัว

เหตุผลสำคัญที่ต้องลดขนาดของ เต่าทอง ลง คือความต้องการลดต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นจากภาวะน้ำมันราคาแพง และอีกอย่างเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบรับกับกระแสความนิยมรถยนต์ขนาดเล็ก และประหยัดพลังงาน

ความพยายามลดต้นทุนการผลิตอีกอย่าง ในการพัฒนาคอมแพ็คคาร์รุ่นนี้ คือ การใช้เลย์เอาต์วางเครื่องหน้าและขับเคลื่อนล้อหน้า

เดิมทีเดียว โฟล์คพัฒนา up! concept ด้วยเป้าหมายเพื่อจะคืนชีพ Beetle รุ่นแห่งตำนาน โดยใช้เลย์เอาต์วางเครื่องหลังและขับเคลื่อนล้อหลัง

แต่เว็บไซต์ Auto Express รายงานคำให้สัมภาษณ์ของดอกเตอร์เคลาส์ บิชอฟฟ์ ผู้อำนวยการฝ่ายดีไซน์ของโฟล์ค ว่า โฟล์คตัดสินใจเลือกเลย์เอาต์วางเครื่องหน้าและขับเคลื่อนล้อหน้า เนื่องจากประสบปัญหาด้านการดีไซน์ และต้นทุนการผลิต

หากใช้เลย์เอาต์วางเครื่องหลัง ดอกเตอร์บิชอฟฟ์ระบุว่าต้องออกแบบเลย์เอาต์ใหม่

แต่หากใช้เลย์เอาต์วางเครื่องหน้า ไม่จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างใหม่ เพราะรถส่วนใหญ่ของโฟล์คในปัจจุบัน รวมทั้ง New Beetle ใช้เลย์เอาต์นี้อยู่แล้ว

ขุมพลังที่ใช้ทดลองในยานยนต์ต้นแบบรุ่นนี้ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 1.2 ลิตร มีทั้งรุ่นธรรมดาและเทอร์โบ เป็นเครื่องรุ่นใหม่ที่ประหยัดและก่อมลภาวะต่ำ

นอกจากนั้น โฟล์คอาจจะผลิตเวอร์ชั่นไฮบริดออกมาเป็นอีกตัวเลือกด้วย

ในส่วนของโฉมภายนอก ทีมงานของโฟล์คเผยว่าจะพัฒนาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยจากคอนเซ็ปต์คาร์รุ่นนี้

สำหรับกำหนดการที่ New Beetle โฉมปฏิวัติจะออกสู่ตลาด โฟล์คยังไม่เปิดเผยชัดเจน ขณะที่สื่อยุโรปและสหรัฐคาดว่าจะเป็นปี 2010 หรืออย่างช้าก็ไม่เกินปี 2011



http://www.ecareasy.com/www/show_carnews.php?news_id=2950




Volkswagen Golf R32











New Volkswagen Golf R32 ตัวแรงขับ 4 ใหม่ล่าสุด
รถยนต์ขนาดเล็ก ๆ กำลังมาแรง ทั้งในแถบกลุ่มยุโรป รวมถึงในเมืองไทยด้วยที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับบรรดาค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่ต่างก็พากันเปิดตัวรถยนต์รุ่นไอ้แอ้ด ของตัวเองออกมาแข่งขันกัน เรียกว่างานนี้ยั่วน้ำลายคนใช้รถกันเป็นการใหญ่


ในประเทศไทยเอง ก็เริ่มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่กระนั้นตัวเลือกในบ้านเราก็ดูจะน้อยเกินไป
อย่างไรก็ดี ก็ได้แต่หวังว่าคนไทยคงมีทางเลือกในการซื้อหารถยนต์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถขนาดเล็ก ซึ่งน่าจะเหมาะสำหรับใช้งานในกรุงเทพ ฯ
ดูตัวอย่างรถเล็กตัวแรงจากยุโรป เป็นการเรียกน้ำย่อยกันก่อน กับตัวจี๊ดค่าย VW กับเวอร์ชั่น VW Golf เวอร์ชั่นตัวแรงแต่งตัวในมาดสปอร์ตครบเครื่องในรุ่น Golf R32



ตัวแรงขับ 4 ใหม่ล่าสุด
รู้จักหน้าตากันเป็นอย่างดีกับรถขนาดเล็กจากเมืองเบียร์อย่าง โฟล์คสวาเก้น กอล์ฟซึ่งเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยนานพอสมควร จะว่ากันไปแล้วอาจจะไม่ค่อยได้เห็นวิ่งกันมากมายเหมือนรถญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ถึงกับเงียบหาย ยังคงเห็นมีวิ่งกันบ้างบนท้องถนนแบบประปราย ส่วนที่ว่าทำไมรถสวย ๆ อย่าง กอล์ฟ ถึงไม่ค่อยได้รับความนิยม ส่วนหนึ่งคงมาจากราคาค่าตัวที่ทะลุล้านนั่นเอง
อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่เป็นแฟนโฟล์ค กอล์ฟ ก็ไม่ว่ากันของแบบนี้รสนิยมใครรสนิยมมัน ที่แน่ ๆ VW GOLF เปิดตัวโมเดลล่าสุดออกฉายโชว์ในตลาดต่างประเทศกันอีกเวอร์ชั่น กับตัวแรงท็อปสุด ในรุ่น VW GOLF R32 ที่มาพร้อมกับความแรงแบบจัดจ้านจี๊ดจ๊าด และระบบ 4 Motion ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลา
สำหรับ VW GOLF R32 ถูกผลิตขึ้นมาบนพื้นฐานเดียวกับ GOLF ตัวปัจจุบัน หรือโมเดล Mk V ซึ่งเป็น เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่มีการปฎิวัติหน้าตากันใหม่หมดจด
หน้าตาของรถผ่านการออกแบบจากทีมวิศวกร ทำกันออกมาได้อย่างสวยงามน่าสนใจ เรียกว่าดึงดูดสายตาคนรัก VW GOLF ได้อย่างไม่แพ้ตัวเก่า ๆ เลยทีเดียว
GOLF R32 เวอร์ชั่นปี 2008 เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีพร้อมทั้งความแรงในมาดรถสปอร์ตและความสวยงาม ภาพรวมของ รถรุ่นนี้ยังคงความเป็นรถสไตล์แฮทช์แบ็กเหมือนเดิม แต่เป็นตัว 3 ประตู เน้นความกระทัดรัดคล่องตัวสูง ซึ่งภาพลักษณ์แบบนี้นี่เองที่ทำให้VW GOLF ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนต่างก็กลายเป็นขวัญใจของคุณสุภาพสตรีและคนรุ่นใหม่ทั่ว ๆไป ได้อย่างไม่ยากเย็นด้วยหน้าตาที่ดูจะถูกโฉลกกับวัยหนุ่มสาว

บอดี้ภายนอกของ R32 มีความแตกต่างจากตัว GOLF Gti เพียงเล็กน้อย ซึ่งตัวถังยังคงโค้งมนกลมกลึง ตามแบบฉบับรถแฮทช์แบ็กสมัยใหม่ที่นิยมลบเหลี่ยมสันออกจนเกลี้ยงเกลา ด้านหน้าตัวรถถูกออกแบบให้มีฝากระโปรงที่โค้งมนมากกว่าเก่า โคมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่รวมเอาไฟทุกอย่างอยู่ในโคมเดียวกันหมด ไฟหน้าเป็นแบบ XENON กระจังหน้าเปลี่ยน look ใหม่จากตัว Gti ที่ดุดันแบบข่ายรังผึ้งสีดำ ก็เปลี่ยนมาเป็นกระจังโครเมี่ยม พาดผ่านหน้ารถแบบเต็มๆ ลงมาถึงส่วนที่เป็นกันชนหน้า พร้อมโลโก้ VW และ อักษร R32 บ่งบอกความเป็นโฟล์คที่ไม่ธรรมดา ต่ำลงมาเป็นชิ้นกันชนหน้า ซึ่งเจาะช่องดักลมขนาดใหญ่รับกับกระจังหน้า ออกแบบให้เป็นช่องแนวยาว สำหรับตัว R32 จะไม่มีไฟตัดหมอกดวงกลมขนาบด้านข้างทั้งซ้ายและขวา เหมือนตัว GTi
มุมมองด้านข้างยังคงใกล้เคียงโมเดลเดิมแต่เพิ่มความเก๋ด้วยไฟเลี้ยวที่ฝังติดอยู่ที่กรอบกระจกมองข้าง ส่วนเส้นสายตัวถังดูเหมือนจะลื่นไหลดค้งมนมากกว่าเดิม ในขณะเดียวกันดีไซน์ด้านท้ายเน้นความโค้งมากขึ้นโดยเฉพาะดีไซน์ชุดไฟท้ายที่ทันสมัยรับกับตัวรถ เหนือชายหลังคาหลังเพิ่มความเป็นแฮทช์แบ็กมาดสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลังคาชิ้นขนาดกำลังดี พร้อมฝังไฟเบรกดวงที่ 3 เพิ่มความชัดเจนให้กับรถคันที่ตามมา ชายล่างสร้างความแตกต่างจากเวอร์ชั่นอื่นด้วยการออกแบบปลายท่อไอเสียแบบท่อคู่โผล่ออกมากึ่งกลางตัวถัง นอกเหนือจากนี้แล้วในส่วนของความสวยงามมีการเสริมภาพความเป็นสปอร์ตกล้ามโตด้วยล้ออัลลอยลายก้านถี่ ๆ ขนาด18 นิ้ว จับเข้าคู่กับยางแบบ high-speed tires ขนาด 225/ 40ZR18

ห้องโดยสารสวยทันสมัยแบบสปอร์ต
แม้ว่าจะเป็นรถขนาดกระทัดรัด แต่ภายในห้องโดยสารยังคงเน้นความหรูหราสะดวกสบาย ดีไซน์แบบมาดสปอร์ตเต็มขั้น เฉพาะที่นั่งโดยสารตอนหลังออกแบบได้กว้างขว้างสะดวกสบาย เบาะนั่งคู่หน้าเป็นสปอร์ตบักเก็ตซีทหุ้มหนังแท้



ในขณะเดียวกันแดชบอร์ดดีไซน์ได้อย่างสวยงาม เหมาะสมกับการใช้งาน แผงหน้าปัดก็สอดรับกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะมาตรวัดแบบจอกลมทั้งวัดรอบและวัดความเร็ว โดยมีช่องหน้าจอสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกึ่งกลางแสดงการทำงานของระบบต่าง ๆ เป็นดิจิตอล ส่วนพวงมาลัยแบบสปอร์ตเต็มรูปแบบ 3 ก้านหุ้มหนังแท้ พร้อมสวิทช์ควบคุมการทำงานแบบมัลติฟังก์ชั่น เข้าชุดกับคันเกียร์แบบสั้นกระชับมือแบบอัตโนมัติ 6 สปีด DSG ในส่วนของอุปกรณ์มาตรฐานมีมาให้อย่างครบถ้วนทั้งด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัยในขณะที่อุปกรณ์ไฮเทคอย่าง Sat-nav หรือระบบนำทางผ่านดาวเทียมจัดเป็นออฟชั่นพิเศษ ซึ่งจะติดตั้งอยู่ตรงตำแหน่งคอนโซลกลาง ตำแหน่งเดียวกับเครื่องเสียงในกรณีที่ไม่เอา Sat-nav ซึ่งเครื่องเสียงที่ติดมาให้เป็นมาตรฐานเป็น CD changer ที่ติดตั้งอยู่ระหว่างเบาะนั่งคู่หน้าหลังตำแหน่งเบรกมือ

เครื่องยนต์ V6 250 แรงม้า
จุดที่น่าสนใจที่สุด ก็อย่างที่ว่ากันไปตั้งแต่เริ่มแรกคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน ในตัว R32 ใช้ขุมพลังจากเครื่อง V6 สูบ DOHC 24 วาล์ว ไม่มีระบบอัดอากาศช่วยสร้างแรงม้า ปริมาตรกระบอกสูบ 3189 ซีซี.
โดยสามารถรีดกำลังสูงสุดออกมาได้ 250 แรงม้า ส่วนแรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-ม. ส่วนข้อมูลรายละเอียดอื่น ๆ ยังไม่เป็นที่เปิดเผย ระบบการขับเคลื่อนเป็นแบบ 4 MOTION ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา การถ่ายทอดกำลังลงสู่พื้นถนนเน้นความเร้าใจด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด แบบ Direct Shift Gearbox ตามสไตล์รถแรงที่เน้นขับสนุก ท็อปสปีดกดไปได้ถึง 250 กม./ชม. ส่วนอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ทำได้ภายในเวลา 6.4 วินาที



ส่วนระบบกันสะเทือนยังคงเน้นความแข็งแรง เกาะถนนด้วยช่วงล่างอิสระ ด้านหน้าเป็นแบบ แม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังใช้แบบ4-ลิงค์ ,คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ประสานกับระบบบังคับเลี้ยวที่ใช้พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พิเนี่ยนพร้อมพาวเวอร์Electric assistance ให้การตอบสนองการควบคุมบังคับรถได้อย่าง
แม่นยำ
ระบบเบรกใช้ดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ ล้อหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS , EBD และ EDS นับว่าไม่ธรรมดาเลยสำหรับเจ้าโฟล์คพันธุ์เล็กที่พิษสงไม่เล็กตามตัวติดแต่สนนราคาค่าตัวก็คงไม่ธรรมดาไปด้วยแน่นอน



Volkswaken Passat









รูปแบบภายนอกโดยรวม ไม่ว่าจะดูเผินๆ หรือจะดูดีๆ ผมว่ายังไงมันก็คล้ายกับ Audi A4 รุ่นปี 2005 ซะจริงๆ โดยเฉพาะกระจังหน้านี่ผมไม่รู้ใครลอกใครละ แต่ต้องลอกกันมาแน่นอน เพราะมันออกมาแนวเดียวกันเดี๊ย... ทีแรกเห็นกระจังหน้าแบบนี้ใน VW Golf ตัวใหม่ ก็สังเกตุนิดๆว่ามันคล้ายๆกับ design ใหม่ของ Audi เลย แต่เพราะ Golf เป็นรถเล็กจึงไม่ได้ข้องใจอะไรมากมาย... แต่พอมาเจอกระจังหน้าแบบเดียวกันใน Passat นี่ภาพ Audi A4 ปี 2005 flash back มาทั้งเซ็ตเลยครับ...


มาดูด้านหลังกันบ้าง... อาจจะเป็นเพราะภาพ flash back ของ Audi ยังติดตาผมอยู่ ทำให้ถึงจะมองจากด้านหลังภาพท้าย Audi ก็ยังลอยมาอยู่ดี ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้คล้ายอะไรกันมากมาย... แต่ช่างเหอะ อย่างน้อยมันก็ยังมีคราบของ Passat รุ่นปัจจุบันหลงเหลืออยู่พอสมควร และที่สำคัญ (ถ้าไม่คิดว่ามันไปลอก design ใครมารึเเปล่า) มันก็ไม่น่าเกลียดซักกะหน่อย...


เพื่อความสะดวกสบายแล้ว 2005 VW Passat นั้นโดยรวมแล้วใหญ่ขึ้นในทุกๆมิติ… Passat มีความยาว 4.77 เมตร (ยาวกว่าเดิม 62 mm) กว้าง 1.82 เมตร (กว้างกว่าเดิม 74 mm) สูง 1.47 เมตร (สูงกว่าเดิม 6 mm) เนื้อที่เก็บของ 565 ลิตร (มากกว่าเดิม 90 ลิตร) และค่า static torsional rigidity ที่ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 57 เปอร์เซนต์


มาดูเรื่องเครื่องยนต์กันบ้าง ซึ่ง Passat ยังคงมีเครื่องยนต์ให้เลือกมากมายหลายแบบเช่นเคย... 2005 Passat มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งหมด 7 แบบ โดย 6 แบบเป็นเครื่องใหม่ซึ่งมาพร้อมระบบ direct injection


เครื่องเบนซิน (FSI) มีทั้งหมด 4 แบบ แบบแรกเป็นรุ่นถูกสุด ใช้เครื่องรุ่นเก่า 102 แรงม้า ไม่มีระบบ direct injection… ส่วนอีก 3 แบบที่เหลือคือรุ่น 115, 150 และ 200 แรงม้า เป็นเครื่องใหม่ 4 สูบ พร้อมระบบ direct injection และในช่วง quarter สุดท้ายของ 2005 จะมีรุ่น top สุด เป็น V6 3.2 ลิตร 250 แรงม้าออกมาเพิ่มเติม


เครื่อง diesel (TDI) มีทั้งหมด 3 แบบ คือรุ่น 105, 140 และ 170 แรงม้า เป็นเครื่องใหม่พร้อมระบบ direct injection ทั้งหมด… เครื่อง diesel ทั้ง 3 แบบจะมีรุ่นที่มี diesel particulate filter ให้เลือก และนอกจากนี้ รุ่น 170 แรงม้ากับรุ่น 140 แรงม้า + particulate filter จะมาพร้อมกับระบบ Piezzo-operated high pressure fuel injection system และ balancer shaft 2 อัน


เครื่องเบนซินใหม่ทั้ง 3 เครื่องจะมาพร้อมกับเกียร์ auto 6 speed ส่วนเครื่อง diesel รุ่น 140 และ 170 แรงม้า จะมาพร้อมกับเกียร์แบบใหม่ (คาดว่าเป็น sequential นะ) ชื่อว่า dual-clutch gearbox (DSG) ซึ่งมาข่าวมาว่าต่อไป Porsche ก็จะใช้เกียร์แบบนี้เหมือนกัน... สุดท้าย VW บอกว่า Passat ยังมีรุ่นไม่มากพอ ในวันข้างหน้าเลยวางแผนจะออก Passat ที่มีระบบ 4-MOTION 4WD ออกมาเพิ่มเติมอีก


ช่วงล่างของ Passat ใหม่จะเป็นแบบ 4-link ที่ด้านหลัง และแบบ strut โดย McPherson ที่ด้านหน้า ออกแบบมาโดยใช้ชิ้นส่วนที่ทำจาก aluminium มาช่วยเพื่อเพิ่มความคล่องตัว

มาดูภายในกันบ้าง โดยรวมก็ดู ok ออกแนวเรียบๆ ธรรมดาไม่หวืหวาไม่มีจุดเด่นอะไรมากมาย ที่ดูดีหน่อยก็มีหน้าปัด แต่ที่ดูแย่มีช่องแอร์ taxi พวงมาลัยเทอะๆทะๆ กับที่เสียบ seatbelt ที่ดูกิ๊กก๊อกมากๆ... ภายในสามารถเลือกเป็นลายไม้หรือ aluminium ก็ได้

2005 Passat มากับลูกเล่นไฮเทค กิ๊บเก๋ ยูเรก้ามากมาย... เช่น ปุ่มกด start เครื่อง, Bi-Xenon Adaptive head lights ไฟท้าย LED, โทรศัพท์ Bluetooth, เครื่องเสียง 600 Watts 10-channale จาก Dynaudio, 2 Zone Climate Control, power supply เอาไว้ charge laptop, ระบบเกียร์ ESP, etc.


ส่วนลูกเล่นที่ (ผมคิดว่า) เด่นๆก็มี electronic parking brake ซึ่งทำให้คุณใส่ parking brake ได้ด้วยการกดปุ่ม (ไม่น่าจะใช้ drift ได้นะครับ...) electronic parking brake มาพร้อมกับระบบ auto release ซึ่งช่วยให้รถไม่ไหลในขณะออกตัวบนทางลาด และระบบ vehicle hold เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องเหยียบ brake ขณะติดไฟแดง... อีกอันก็คือระบบ Automatic Distance Control ซึ่งรถจะลดความเร็ว โดยอัตโนมัติเมื่อมีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า และเร่งความเร็วขึ้นใหม่เมื่อสิ่งกีดขวางอยู่ห่างออกไป (ระแบบนี้รู้สึกจะเห็นอยู่ใน Honda Odyssey ด้วย) สุดท้าย ระบบ trailer stabilization ลูกเล่นนี้ไม่ค่อยจะเห็นกันในบ้านเราเพราะว่าจะมากับ Passat ที่มี trailer เท่านั้น โดยระบบนี้จะควบคุม brake และเครื่องยนต์ เพื่อความปลอดภัยในขณะที่กำลังใช้ trailer ลากสิ่งของอยู่


Volkwagen Passat ใหม่จะออกเปิดตัวครั้งแรกใน Germany ในเดือน February 2005 และเปิดตัวทั่วยุโรปในเดือน March และจะออกวางขายใน America ใน quarter สุดท้ายของปี 2005 เป็น model 2006… ส่วนจะมาถึงบ้านเราเมื่อไหร่นั้น ผมว่าอย่างเร็วก็ ปลาย 2005 อย่างช้าก็ 2006 นู่นละครับ





อุปกรณ์รถ Volswaken

อุปกรณ์รถ Volswaken






















































รักจะเล่นรถยนต์ (โฟล์ค)
ในวงการของผู้ที่จะเริ่มต้นครอบครองรถโฟลค์ซะคันหนึ่ง ก็ต้องมีคำถามว่า คันนี้? รุ่นนี้? มีอะไร? ตรงรุ่นรึเปล่า คำถามนี้ออกจะสำคัญเอามากๆ ก็ด้วยว่ารถโฟล์ค เครื่องยนต์ท้าย ระบายความร้อนด้วยอากาศ ( แอร์คูลล์ ) ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ล้วนมีอายุเกินกว่า 30 ปี แล้วทั้งสิ้น

รูปร่างภายนอกที่มองดูว่าคล้ายกัน แต่ความจริงแล้วในการผลิตรถแต่ละรุ่น แต่ละปีไม่เหมือนกันเลย ความรู้ถึงข้อมูลเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลรักษารถ ที่ครอบครองอยู่ หรือคิดจะซื้อหามาใช้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนรักโฟล์ค คงจะมีเก็บไว้เป็นกรรมสิทธิ์
กันชน






กันชน2ชั้น หรือ กันชนรั้ว
กันชน2ชั้น หรือ กันชนรั้ว
กันชน 2 ชั้น หรือ กันชนรั้ว
กันชนของรถเต่านั้นแข็งแรงและทนทานจริงๆ ทั้งเหล็กและการชุบโครเมียม ถ้าได้รับการดูแลรักษาพอสมควร ก็จะอยู่กับรถได้ตลอดไป กันชนเต่ารุ่นเก่าจะมีขนาดเล็กมนยาวตลอด ครอบคลุมความกว้างของรถเอาไว้ทั้งด้านหน้าและหลัง มีหงอนเล็กที่แข็งแรงอยู่ 1 คู่ ถ้าเป็นรุ่นพิเศษก็จะมีเหล็กกลม เสริมสูงขึ้นมาอีกชั้น ด้านบนมีขาช่วยพยุง เจาะทะลุเข้าไปในบังโคลนทั้งหน้าและหลัง อย่างนี้เรียก กันชน 2 ชั้น หรือ กันชนรั้ว กันชนดังกล่าวจะมีมาถึงรุ่นปี 1967 อันเป็นรุ่นสุดท้ายของกันชนแบบนี้ แต่ก็ไม่ใช่เป็นเกณฑ์ตายตัว เพราะปี 1967-1971 บริษัท ประชายนต์ จำกัด ได้นำเข้ารถเต่ารุ่นประหยัด 1,200 cc. จะใช้กันชนเล็กมนเพียงชิ้นเดียว







กันชนใหญ่ หรือกันชนเหลี่ยม
กันชนใหญ่ หรือกันชนเหลี่ยม
กันชนใหญ่ หรือ กันชนเหลี่ยม
ปี 1968 กันชนได้ถูกออกแบบให้ใหญ่เป็นเหลี่ยม อยู่สูงกว่ารุ่นเก่า เรียกรุ่น กันชนใหญ่ เรื่อยมาจนถึงปี 1975 ได้นำสัญญาณไฟเลี้ยวไปติดตั้งไว้ที่กันชนแทนบนบังโคลนหน้า ( รุ่นนี้มีรถน้อยคัน ส่วนใหญ่เป็นรถนำเข้ามาเอง เพราะบริษัท ประชายนต์ ได้เลิกประกอบรุ่นเต่าตั้งแต่ปี 1974 )
ไฟหน้


ตาหวาน
ตาเอียง ตานอน ตาหวาน
ไฟหน้าเปรียบเสมือนดวงตาของรถเต่ารุ่นดั้งเดิม จนถึงปี 1967 จะมีลักษณะกลมรีเล็กน้อย มองจากด้านข้าง จะเห็นลาดเอียง ลงไปตามบังโคลน รุ่นนี้เรียกรุ่น ตาเอียง ตานอน และ ตาหวาน ภายในจะมีหลอดกลม พร้อมไฟหรี่เล็กอยู่ภายใน

สำหรับปี 1965 เป็นต้นไป ภายในจะเป็นหลอด ซีลบีม ซึ่งให้แสงสว่างที่ดีกว่า ถึงแม้จะเป็นระบบ 6 โวลท์ ส่วนหลอดไฟหรี่ จะออกมาอยู่หน้าสุด มองเห็นได้ชัดเจน




ตาตั้ง
ตาตั้ง
ปลายปี 1967 มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไฟหน้าใหม่ คือ มีลักษณะกลม การติดตั้งอยู่ในแนวดิ่ง เรียกรุ่น ตาตั้ง ระบบไฟเปลี่ยนเป็น 12 โวลท์แล้ว

รุ่นตาหวานเป็นต้นมาจนถึงรุ่นตาตั้งแรกต้นปี 67 นั้น ใต้ไฟหน้าลงมาจะเห็น ช่องกลมรีเป็นโครเมียม เจาะอยู่ที่บังโคลนเพื่อให้เสียงแตรผ่านออกมาได้ ช่องนี้จะหายไปเมื่อเป็นรุ่น 68 เป็นต้นไป แต่ถ้าเป็นรุ่น 1,200 ประหยัด ก็จะมีช่องดังกล่าวคงอยู่ต่อไป แม้จะรุ่นเกิน 68 ขึ้นไป
ไฟท้าย
ในบ้านเรารุ่นเก่าสุดจะเป็นไฟเล็กกลม ด้านบนของฐานเหล็กจะมีช่องเจาะใส่เลนส์รูปหัวใจ สำหรับไฟเบรค จนถึงปี 1953





























ไฟท้ายทับทิม
ปี 1954-62 ดวงไฟจะใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย เป็นรูปกลมรี เป็นกระจกสะท้อนแสงสีแดง
ฐานเล็กเต็ม ไม่มีช่องเจาะ
ไฟท้ายรูปไข่
ปี 1963-65 เปลี่ยนขนาดใหญ่ขึ้น เป็นรูปกลมรียาว ทำด้วยพลาสติก แบ่งเป็น 3 ช่อง
บน-เหลืองไฟเลี้ยว กลาง-แดงไฟเบรค ล่าง-แถบสะท้อนแสง
ไฟท้ายรูปไข่
ปี 1966-67 รูปร่างคงเดิม แต่เป็นสีแดงหมดทั้งดวง
ไฟท้ายเตารีด
ปี 1968-72 ขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นอีก ด้านล่างตัดตรง เรียกรุ่น เตารีด
ไฟท้ายกลม
ปี 1973 เปลี่ยนเป็นรุ่นกลมใหญ่มากขึ้น เรียกรุ่น ไฟท้ายกลม
เป็นรุ่น superstar และรุ่นธรรมดาของปี 1973, 1974
ไฟเลี้ยว


























รุ่นเก่าจนถึงปี 1956 จะมีก้านยกเลี้ยวกระดกได้เรียก " Semaphore " อยู่ที่เสากลางของรถ
ปี 1957-63เปลี่ยนเป็นไฟกะพริบขนาดเล็ก อยู่บนบังโคลนหน้า
ปี 1964-74ขนาดไฟกะพริบกว้างใหญ่ขึ้น
ปี 1975สัญญาณไฟกะพริบย้ายลงไปอยู่ที่กันชนหน้า แทนที่อยู่บนบังโคลน
ฝากระโปรงหน้า








ฝากระโปรงหน้ารถเต่าเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร

























รุ่นเก่าถึง 1957จะยาวลาดแหลมรีตรงกลาง จะมีคิ้วโครเมียมใหญ่มาสุดเหนือมือเปิด จะมีป้านสัญลักษณ์ " Wolfburg " หมายืนบนกำแพง ลงยาลวดลายละเอียดชัดเจนหลากสี
ปี 1959-62ป้ายสัญลักษณ์ " Wolfburg " จะเป็นรูปประยุกต์เป็นลายเส้น และป้ายนี้จะหายไปในปี 1963 คิ้วโครเมียมกลางจะยาวลงมาจนถึงมือเปิดกระโปรงหน้า
ปี 1967 คิ้วโครเมียมกลางมีขนาดเล็กลง
ปี 1968 มีการเปลี่ยนแปลงโดยขนาดสั้นขึ้นมา และป้ายด้านล่างตรงมือเปิดมีปุ่มสีดำ กดปลดล็อคจังหวะที่ 2 ขอบด้านบนเจาะช่องลมให้ลมผ่านเข้าไปในห้องโดยสารได้
ปี 1971ฝากระโปรงหน้าโค้งนูนออกมา เรียกรุ่น หน้าโหนกกระจกยังไม่โค้ง หรือรุ่น 1302 เปลี่ยนระบบกันสะเทือนหน้าจาก Torsion bar เป็นระบบคอยล์สปริง Mac Pherson Strut
ปี 1973 ฝากระโปรงหน้าโค้งโหนกนูนสั้นกว่ารุ่น 1302 เพื่อให้รับกับกระจกหน้าโค้งกว้าง เรียกรุ่น หน้าโหนกกระจกโค้ง หรือรุ่น 1303 superstar

รุ่น 1302, 1303 ถ้ามีอักษร S ตามหลังจะเป็นเครื่อง 1,600 cc. ล้อหน้าเป็น dise brake
ฝากระโปรงท้าย




































รุ่นเก่ามาจนถึง 1957ฝาท้ายจะเป็นเหล็กปั้มนูน เป็นรูปตัว w ไฟส่องป้ายเป็นกระเปาะคล้ายจมูก มีสันอยู่ด้านบนด้วย
ปี 1958-64ฝากระโปรงท้ายยังคงแบน เหล็กปั๊มนูน เหลือแต่สันดั้งจมูกไม่เชื่อมกับสัน 2 ข้าง ไฟส่องป้ายยังเป็นรูปกระเปาะคล้ายจมูกกลมมน ไม่มีสันด้านบน แล้วมือจับเป็นเขาควายเปิดปิดใช้วิธีบิดหมุนซ้ายขวา
ปี 1965-66เหล็กปั้มนูนยังคงมีคล้ายสันดั้งจมูก ไฟส่องป้ายขยายบานใหญืกว้างออก ที่ปิดเปิดฝาเป็นปุ่มกด มีตะขอให้นิ้วเกี่ยวได้

รุ่นที่กล่าวมาทั้งหมดฝากระโปรง ท้ายยังแบนราบ และแหลมยาว จึงเรียกว่า ตูดหางแมลงสาบ
ปี 1967สันดั้งจมูกหายไป ฝากระโปรงทำโปร่งยื่นออกถึงไฟส่องป้าย ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอีก แล้วหักดิ่งลงตรงบริเวณที่ติดป้ายทะเบียนรถ ( ลักษณะเฉพาะรุ่น 1967 รุ่นเดียว)
ปี 1968-70สันดั้งจมูกหายไป ฝากรโปรงท้ายสั้นขึ้น และโป่งออก ด้านล่างป้านตัดไม่แหลมรีเหมือนรุ่นเก่า
ปี 1971ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่เจาะรูระบายอากาศเป็นช่องยาวๆ 2 ช่อง
ปี 1972 เป็นต้นไปคล้ายรุ่นปีที่ผ่านมา แต่ช่องระบายอากาศเป็น 4 ช่อง
มือเปิด-ปิดประตู





















รุ่นเก่ามาจนถึง 1959ใช้มือเปิดชนิดง้างดึงออก
ปี 1960-65เปลี่ยนเป็นมือเปิดติดตาย แต่กดปุ่มเปิด ปุ่มเปิดเป็นรูปสี่เหลี่ยม
ปี 1966-67ปุ่มเปิดเป็นรูปกลม
ปี 1968 - รุ่นสุดท้ายเป็นแบบไกปืนซ่อนอยู่ด้านในของมือจับแทนปุ่มกด
ที่เติมน้ำมันเบนซิล















รุ่นเก่ามาจนถึงรุ่นปี 1967ที่เติมน้ำมันอยู่ใต้กระโปรงหน้า ต้องเปิดฝากระโปรงหน้าขึ้นก่อน เวลาเปิดต้องใช้ขาค้ำ จนถึงปี 1961

ปี 1962 เป็นต้นไป ใส่สปริงเข้าไปช่วยให้เปิดง่ายเบาแรง และไม่ต้องใช้ขาค้ำอีก
ปี 1968ย้ายฝาเติมน้ำมันไปอยู่เหนือบังโคลนหน้า ด้านขวามีแผ่นเหล็กปิดไว้ มีปุ่มดึงปลดล็อคอยู่ภายใน บางรุ่นใช้ล็อคด้วยกุญแจ คือ รุ่น 1303
กระจกกันลมหน้า





















รุ่นแรกๆ ถึง 1957เป็นแผ่นเล็กและแบน
ปี 1958-64ขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงแบนอยู่ ใบปัดน้ำฝน เป็นแผ่นแข็งตรง
ปี 1965-72ขยายใหญ่ขึ้นอีก ตรงกลางโค้งเล็กน้อย ( มองจากด้านข้าง )
ใบปัดน้ำฝนเป็นยางยืดหยุ่นได้
ปี 1973กระจกหน้าขยายกว้าง และโค้งมากเป็นพิเศษ เรียกว่ารุ่น หน้าโหนก กระจกโค้ง superstar 1303
กระจกกันลมหลัง





















รุ่นเริ่มผลิตจนถึง 1951กระจกกลมรี รูปไข่ผ่าตรงกลาง เรียก จอไข่ฝ่า ( split window)
ปี 1952-57กระจกกลมรีรูปไข่ เรียก จอแคบ, จอไข่ ( oval window )
ปี 1958-70ขยายกว้างออกมาเรียกรุ่น จอกว้าง
ปี 1971 เป็นต้นไปขยายด้านสูงขึ้นไปอีกเล็กน้อย
กระจกด้านข้างรถ












รุ่นผลิตแรกๆ กระจกประตูเป็นแผ่นเดียว one piece window

ปี 1952 มีกระจกหูช้างข้างหน้า เพื่อตักลมเข้าห้องโดยสาร สังเกตเสาหูช้างหน้าจะตั้งตรง กระจกหูช้างบานใหญ่ ตัวล็อคหูช้างต้องกดปุ่มปลดล็อคเวลาเปิด กระจกหูช้างหลังก็เล็กแคบปิดตาย จนถึงรุ่นปี 1963 กระจกหูช้างจึงมีบานพับเพื่อเปิดแง้มระบายอากาศได้
กะทะล้อและฝาครอบล้อ






รุ่นแรกๆ จนถึง 1965 ( เครื่อง 1200 รุ่นสุดท้าย ) กะทะล้อไม่มีรู มีเหล็กสปริงสำหรับยึดฝาครอบล้อที่กลมนูน น้อตยึดกะทะล้อกับดุมล้อมี 5 ตัว












ปี 1966( เครื่อง 1300 รุ่นแรก ) กะทะล้อมีรูยาวรี ฝาครอบล้อแบน
ปี 1967เครื่อง 1500 ล้อหน้า disc brake น้อตยึดมี 4 รู ฝาครอบล้อแบน
ปี 1968 เป็นต้นไปกะทะล้อมีรูกลมค่อนข้างรี มีน้อตยึดกะทะล้อ 4 ตัว ระยะกึ่งกลาง ระหว่างรูน้อตล้อวัดได้ 130 มม. ฝาครอบล้อแบน