| รักจะเล่นรถยนต์ (โฟล์ค) | |||||||||||||||||||||
| ในวงการของผู้ที่จะเริ่มต้นครอบครองรถโฟลค์ซะคันหนึ่ง ก็ต้องมีคำถามว่า คันนี้? รุ่นนี้? มีอะไร? ตรงรุ่นรึเปล่า คำถามนี้ออกจะสำคัญเอามากๆ ก็ด้วยว่ารถโฟล์ค เครื่องยนต์ท้าย ระบายความร้อนด้วยอากาศ ( แอร์คูลล์ ) ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ล้วนมีอายุเกินกว่า 30 ปี แล้วทั้งสิ้น รูปร่างภายนอกที่มองดูว่าคล้ายกัน แต่ความจริงแล้วในการผลิตรถแต่ละรุ่น แต่ละปีไม่เหมือนกันเลย ความรู้ถึงข้อมูลเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลรักษารถ ที่ครอบครองอยู่ หรือคิดจะซื้อหามาใช้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนรักโฟล์ค คงจะมีเก็บไว้เป็นกรรมสิทธิ์ | |||||||||||||||||||||
| กันชน กันชนของรถเต่านั้นแข็งแรงและทนทานจริงๆ ทั้งเหล็กและการชุบโครเมียม ถ้าได้รับการดูแลรักษาพอสมควร ก็จะอยู่กับรถได้ตลอดไป กันชนเต่ารุ่นเก่าจะมีขนาดเล็กมนยาวตลอด ครอบคลุมความกว้างของรถเอาไว้ทั้งด้านหน้าและหลัง มีหงอนเล็กที่แข็งแรงอยู่ 1 คู่ ถ้าเป็นรุ่นพิเศษก็จะมีเหล็กกลม เสริมสูงขึ้นมาอีกชั้น ด้านบนมีขาช่วยพยุง เจาะทะลุเข้าไปในบังโคลนทั้งหน้าและหลัง อย่างนี้เรียก กันชน 2 ชั้น หรือ กันชนรั้ว กันชนดังกล่าวจะมีมาถึงรุ่นปี 1967 อันเป็นรุ่นสุดท้ายของกันชนแบบนี้ แต่ก็ไม่ใช่เป็นเกณฑ์ตายตัว เพราะปี 1967-1971 บริษัท ประชายนต์ จำกัด ได้นำเข้ารถเต่ารุ่นประหยัด 1,200 cc. จะใช้กันชนเล็กมนเพียงชิ้นเดียว ปี 1968 กันชนได้ถูกออกแบบให้ใหญ่เป็นเหลี่ยม อยู่สูงกว่ารุ่นเก่า เรียกรุ่น กันชนใหญ่ เรื่อยมาจนถึงปี 1975 ได้นำสัญญาณไฟเลี้ยวไปติดตั้งไว้ที่กันชนแทนบนบังโคลนหน้า ( รุ่นนี้มีรถน้อยคัน ส่วนใหญ่เป็นรถนำเข้ามาเอง เพราะบริษัท ประชายนต์ ได้เลิกประกอบรุ่นเต่าตั้งแต่ปี 1974 ) | |||||||||||||||||||||
| ไฟหน้ ไฟหน้าเปรียบเสมือนดวงตาของรถเต่ารุ่นดั้งเดิม จนถึงปี 1967 จะมีลักษณะกลมรีเล็กน้อย มองจากด้านข้าง จะเห็นลาดเอียง ลงไปตามบังโคลน รุ่นนี้เรียกรุ่น ตาเอียง ตานอน และ ตาหวาน ภายในจะมีหลอดกลม พร้อมไฟหรี่เล็กอยู่ภายใน สำหรับปี 1965 เป็นต้นไป ภายในจะเป็นหลอด ซีลบีม ซึ่งให้แสงสว่างที่ดีกว่า ถึงแม้จะเป็นระบบ 6 โวลท์ ส่วนหลอดไฟหรี่ จะออกมาอยู่หน้าสุด มองเห็นได้ชัดเจน ปลายปี 1967 มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไฟหน้าใหม่ คือ มีลักษณะกลม การติดตั้งอยู่ในแนวดิ่ง เรียกรุ่น ตาตั้ง ระบบไฟเปลี่ยนเป็น 12 โวลท์แล้ว รุ่นตาหวานเป็นต้นมาจนถึงรุ่นตาตั้งแรกต้นปี 67 นั้น ใต้ไฟหน้าลงมาจะเห็น ช่องกลมรีเป็นโครเมียม เจาะอยู่ที่บังโคลนเพื่อให้เสียงแตรผ่านออกมาได้ ช่องนี้จะหายไปเมื่อเป็นรุ่น 68 เป็นต้นไป แต่ถ้าเป็นรุ่น 1,200 ประหยัด ก็จะมีช่องดังกล่าวคงอยู่ต่อไป แม้จะรุ่นเกิน 68 ขึ้นไป | |||||||||||||||||||||
| ไฟท้าย ในบ้านเรารุ่นเก่าสุดจะเป็นไฟเล็กกลม ด้านบนของฐานเหล็กจะมีช่องเจาะใส่เลนส์รูปหัวใจ สำหรับไฟเบรค จนถึงปี 1953
| |||||||||||||||||||||
ไฟเลี้ยว
| |||||||||||||||||||||
ฝากระโปรงหน้า
รุ่น 1302, 1303 ถ้ามีอักษร S ตามหลังจะเป็นเครื่อง 1,600 cc. ล้อหน้าเป็น dise brake | |||||||||||||||||||||
ฝากระโปรงท้าย
| |||||||||||||||||||||
มือเปิด-ปิดประตู
| |||||||||||||||||||||
ที่เติมน้ำมันเบนซิล
| |||||||||||||||||||||
กระจกกันลมหน้า
| |||||||||||||||||||||
กระจกกันลมหลัง
| |||||||||||||||||||||
| กระจกด้านข้างรถ ปี 1952 มีกระจกหูช้างข้างหน้า เพื่อตักลมเข้าห้องโดยสาร สังเกตเสาหูช้างหน้าจะตั้งตรง กระจกหูช้างบานใหญ่ ตัวล็อคหูช้างต้องกดปุ่มปลดล็อคเวลาเปิด กระจกหูช้างหลังก็เล็กแคบปิดตาย จนถึงรุ่นปี 1963 กระจกหูช้างจึงมีบานพับเพื่อเปิดแง้มระบายอากาศได้ | |||||||||||||||||||||
กะทะล้อและฝาครอบล้อ
| |||||||||||||||||||||
วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
อุปกรณ์รถ Volswaken
อุปกรณ์รถ Volswaken
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น